เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 68 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณารัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้ กมธ.มีความเห็นต่างในรายละเอียด และแบ่งความเห็นเป็น 2 ฝั่งต่อกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะรัฐสภารับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาจำนวน 2 ฉบับ คือ ฉบับของพรรคประชาชน และ ฉบับของพรรคภูมิใจไทย จึงจำเป็นต้องหารือและพูดคุย แต่เมื่อไม่สามารถหารือให้ได้ข้อสรุปตรงกลาง การใช้มติข้างมากตัดสินจึงเป็นวิธีการที่นำมาใช้เป็นปกติ ส่วนเสียงข้างน้อยนั้นสามารถสงวนความเห็นไปพิจารณาในชั้นการประชุมรัฐสภาได้

เมื่อถามว่า ตามโมเดลในฉบับแก้ไขของพรรคประชาชนถูกมองว่าสุ่มเสี่ยงที่จะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตนมองว่ามีมุมที่จะถูกมองเช่นนั้นได้ เพราะเนื้อหาของพรรคประชาชนกำหนดให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งสภาที่ปรึกษา แต่เขามองว่า เมื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นเพียงผู้รับฟังความเห็นจึงไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม กมธ.ส่วนหนึ่งมองว่าหากให้มีสภาหนึ่งทำหน้าที่ดังกล่าว ควรให้รัฐสภาทำ เพราะมี สส. ที่เป็นตัวแทนที่ชอบธรรมของประชาชน และมี สว. ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพ

“ต่างฝ่ายต่างยืนในความเห็นของตัวเอง เขามองว่าไม่ขัดและไปได้ แต่อีกฝั่งมองว่าเป็นความเสี่ยงหากมีผู้ร้อง ซึ่งจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไปต่อไม่ได้ ซึ่งพวกผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น อีกทั้งแล้วเราไม่มีเวลามากขนาดนั้น” นายกรวีร์ กล่าว

เมื่อถามว่า หากมีการโหวตจะทำให้บรรยากาศการประชุมราบรื่นต่อไปได้หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า “ได้ ซึ่งการโหวตเป็นธรรมดา อย่างไรก็ดีเมื่อถึงวันประชุมวันที่ 5 พ.ย.นี้ จุดที่เห็นต่างกันอาจจะคุยกันได้ก็ได้ โดยไม่มีการโหวตก็ได้ ซึ่งต้องรอให้พูดคุยกันก่อน กมธ.อาจเห็นคล้อยตามกันก็ได้ ซึ่งต้องรอฟังเขาอีกครั้งว่าจะปรับหรือไม่”

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยมองว่าโมเดลใดที่ทำให้เนื้อหาผ่านไปได้ ไม่เสี่ยงขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ กล่าวว่า เป็นไปตามเนื้อหาที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ และเมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาเห็นชอบตามกระบวนการ.