เมื่อวันที่ 4 พ.ย.รายการโหนกระแสวันนี้ 4 พ.ย. 68 พูดคุยกับ “คุณโอ้” หนุ่มไรเดอร์ ที่มาร้องเรียนขอความเป็นธรรม กรณีถูกจับเป็นแพะในคดีปลอมแปลงทะเบียนและป้ายภาษี ทั้งที่ตอนเกิดเหตุ ตนทำงานอยู่ต่างประเทศ มีหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ทุกอย่าง แต่สุดท้ายยังถูกดำเนินคดี
คุณโอ้ เป็นหนุ่มชาวเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นไรเดอร์ ในเชียงใหม่ และมีอาชีพเสริมคือ ซื้อรถเก่ามาแต่ง Custom แล้วขาย ซื้อมาแต่งขายไปตามกระแสนิยม ซึ่งก็ใช้ชีวิตอย่างปกติมาตลอด จนกระทั่งถูกอัยการจังหวัดเชียงราย ออกหมายจับในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร และใช้เอกสารปลอม ในปี 2560
ซึ่งคุณโอ้ ยืนยันว่า ตนไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าวเลย เพราะในขณะนั้น ตนใช้ชีวิตทำงานอยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยเดินทางไปตั้งแต่ปี 2559 คดีนี้ เป็นคดีที่ตำรวจไปจับกุม นาย ก. ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 พร้อมของกลางรถยนต์เชฟโรเลต แคปติวา สีขาว ที่ใช้หมายเลขทะเบียนปลอม
คุณโอ้ เล่าอีกว่า ระหว่างที่ตนทำงานอยู่ที่เกาหลีใต้ พ่อแม่ของตนนอนป่วยติดเตียงอยู่ที่บ้านใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยมีน้องชายเป็นคนดูแล ตอนนั้นมีคนในหมู่บ้าน โทรติดต่อไปหาตนที่เกาหลีว่า มีตำรวจมาถามหาตนที่บ้าน แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องอะไร หรือเป็นหมายเรียกคดีอะไร ตอนนั้นตนก็เลยไม่ได้เอะใจอะไร

จนกระทั่งตนบินกลับมาประเทศไทยในปี 2562 ตอนที่ผ่าน ตม. ที่สนามบินสุวรรณภูมิก็ผ่านได้ปกติ ทั้งที่หากย้อนดูไทม์ไลน์ ตอนนั้นตนน่าจะมีหมายจับแล้ว แต่ก็ไม่ถูกควบคุมตัว และไม่มีการแจ้งเลยว่าตนมีหมายจับ
ตนมารู้เรื่องอีกที ตอนที่จะพาครอบครัวข้ามด่านแม่สายไปเที่ยวประเทศพม่า ซึ่งรอบแรกก็ข้ามไปได้ปกติ แต่ในรอบที่ 2 ที่จะข้ามไปเที่ยวอีก ทาง ตม. แจ้งว่าตนมีหมายจับ เขาให้ตนไปติดต่อโรงพักก่อน เพื่อมอบตัว จะได้ไม่เป็นการถูกจับกุม ตอนนั้นตนยังงงไปหมดว่าตัวเองโดนคดีอะไร
คุณโอ้เล่าว่า ตอนที่ไปถึงโรงพัก เขาก็ให้ตำรวจมาถ่ายรูปจับกุม ทำเป็นพิธี บอกว่าต้องดำเนินการตามขั้นตอน
คุณโอ้ เล่าถึงที่มาของคดีว่า ตอนที่ นาย ก. ถูกจับกุมพร้อมของกลางรถยนต์เชฟโรเลต แคปติวา สีขาว เมื่อปี 2560 เขาถูกดำเนินคดีในฐานะจำเลยที่ 1 ซึ่ง นาย ก. ก็ให้การซัดทอดว่า ได้รถกับทะเบียนปลอมมาจาก “นาย ข.” ซึ่งถูกกันตัวไว้เป็นพยาน และ นาย ข. ก็ให้การซัดทอดมาที่คุณโอ้ ว่าเป็นเจ้าของทะเบียนปลอมที่แท้จริง คุณโอ้จึงตกเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้
สำหรับ นาย ข. คุณโอ้บอกว่า เป็นคนมีชื่อเสียง กว้างขวางในชุมชนที่ตนอยู่ แต่ตนไม่เคยเจอหน้ากัน แค่รู้จักชื่อว่าคนนี้ชื่อนี้ แต่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ส่วน นาย ก. ที่เป็นจำเลยที่ 1 นั้น ตนไม่รู้จัก ไม่เคยเจอหน้า และไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรเลย ตนเพิ่งเจอกันครั้งแรกตอนที่เบิกตัวไปขึ้นศาล ตอนนั้นตนไม่พูดกับเขาเลย เพราะโกรธทุกคนที่ทำให้ตนต้องตกมาอยู่ในสภาพแพะแบบนี้
คุณโอ้บอกว่า ตำรวจแจ้งว่าไม่ได้สอบปากคำตน ก็เลยยืนตามคำให้การของพยาน และจำเลยรายอื่น จึงนำไปสู่การส่งฟ้อง โดยตนได้อ่านคำให้การ ทำให้ทราบว่า นาย ก. อยากมีรถใช้ จึงไปถามจากเพื่อนของเขา เพื่อนของนาย ก. ก็เลยแนะนำว่า นาย ข. มีรถ ให้ นาย ก. ไปติดต่อสอบถามจาก นาย ข.

ในคำให้การของ นาย ข. อ้างว่า คุณโอ้ เอารถเชฟโรเลต คันที่เป็นของกลาง เอาไปขอจำนำกับนาย ข. แต่นาย ข. ไม่ได้รับไว้ แต่เป็นจังหวะพอดีที่ นาย ก. มาตามหารถใช้พอดี นาย ข. เลยให้ นาย ก. เป็นคนรับจำนำเอาไว้แทน
ซึ่ง คุณโอ้ ยืนยันว่า ไทม์ไลน์ตามคำให้การของทั้งนาย ก. และ นาย ข. ไม่เป็นความจริงเลย เพราะช่วงเวลาที่เขาอ้างว่ามีการจำนำรถ ตนไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย เขาอ้างว่ามีแชตไลน์ที่ตนส่งรูปรถให้เขาดู แต่เขากลับไม่มีแคปแชตไลน์หลักฐานที่ว่านี้เลย เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ และคนที่เอารถไปส่งให้ นาย ก. ตามนัดหมาย ก็ไม่ใช่ตน
คุณโอ้บอกอีกว่า ตอนที่ตนมาเจอพยาน (นาย ข.) ที่ศาล ก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันเป็นกิจลักษณะ แค่ยกมือไหว้กันผ่านๆ เมื่อ นาย ข. มาให้การเสร็จ เขาก็ออกไปเลย แต่ได้มีการแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้ คุณโอ้เล่าว่า ต่อมา นาย ข. ได้โทรมาหาตน และพูดในเชิงเกลี้ยกล่อมให้ตนรับสารภาพไป โดยบอกว่าเดี๋ยวพี่จะดูแลเอง ทั้งข้างนอกและข้างใน เนื่องจาก นาย ข. เป็นคนมีฐานะและทำธุรกิจใหญ่ในพื้นที่ แต่คุณโอ้ ยืนยันว่าตนไม่ยอมรับ พอตนปฏิเสธไป นาย ข. ก็ยังโทรไปคุยกับทนายความของตนในทำนองเดียวกัน เพื่อให้ตนยอมรับสารภาพ
คุณโอ้จึงต่อสู้คดีตามกระบวนการ และในที่สุด ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลเชื่อตามหลักฐานยืนยันที่อยู่ของคุณโอ้ ว่าเดินทางออกจากประเทศไทยในวันที่ 3 ตุลาคม 2559 ซึ่ง ไม่สามารถกระทำความผิดตามวันที่ฟ้องได้ และไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงจากผู้ต้องหาอื่นและของกลางมาถึงคุณโอ้ได้
คุณโอ้เล่าว่า หลังจากศาลยกฟ้อง ตนก็ใช้ชีวิตปกติและคิดว่าเรื่องจบแล้ว แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 กลับมีหมายเรียกจากอัยการจังหวัดเชียงราย ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาใหม่ในคดีเดิม แต่ครั้งนี้มีการเพิ่มข้อหา “รับของโจร”
ทำให้ตนถูกส่งฟ้องต่อศาล ศาลมีคำสั่งให้ประกันตัวในวงเงิน 50,000 บาท แต่เนื่องจากตนไม่มีทรัพย์สิน จึงขอศาลติดกำไร EM ซึ่งศาลก็อนุญาต แต่ระหว่างที่รอเจ้าหน้าที่ ตนกลับถูกส่งตัวเข้าเรือนจำกลางเชียงราย เป็นเวลา 2 คืน 3 วัน จนภรรยาต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเช่าหลักทรัพย์จากเอกชน เพื่อมาประกันตัวตนออกไป
คุณโอ้ เล่าทั้งน้ำตาว่า ระหว่างที่ถูกคุมขัง ตนถูกปฏิบัติเหมือนนักโทษ ทั้งถูกถ่ายรูป ตัดผม และถอดเสื้อผ้าเข้าห้องกักโรค ทำให้ตนรู้สึกเหมือน “เสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” คุณโอ้ตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรม ที่ทำให้คนบริสุทธิ์ต้องกลายเป็นแพะ และทำให้ครอบครัวเดือดร้อนจนภรรยาต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อประกันตัว

คุณโอ้ยืนยันอีกครั้งว่า ตนไม่รู้จักจำเลยคนอื่นในคดี และไม่เคยเห็นรถคันดังกล่าวมาก่อน ขณะนี้ตนยังรอความชัดเจนจากศาล และอยากวิงวอนให้หน่วยงานยุติธรรมช่วยตรวจสอบความเป็นธรรมให้ด้วย และฝากถึงสังคมว่า ไม่อยากให้ใครต้องมาเจอเหตุการณ์แบบตน ถ้าไม่มีเงินก็อาจจะต้องติดคุกฟรี ทั้งที่ไม่ได้ทำความผิดอะไร
ขณะที่ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิ และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) ซึ่งมาร่วมในรายการ อธิบายว่า คดีในเรื่องการปลอมแปลงเอกสารถือว่าสิ้นสุดแล้ว แต่ได้ให้ความรู้ว่า สิ่งที่คุณโอ้เสียเปรียบคือ ตอนที่มีหมายเรียกไปที่บ้านในตอนแรก คนที่บ้านไม่มีใครรู้เรื่องเลย ทำให้ในสำนวนคดีไม่มีคำให้การของคุณโอ้ ตำรวจและอัยการจึงพิจารณาตามพยานหลักฐานเท่าที่มีในขณะนั้น ซึ่งคือคำให้การของพยาน (นาย ข.) ที่อ้างว่าคุณโอ้เป็นคนเอารถไปมอบให้ เมื่อไม่มีคำให้การของคุณโอ้ไปสู้ในชั้นสอบสวนและชั้นอัยการ จึงทำให้คุณโอ้ถูกสั่งฟ้องไปตามหลักฐานที่มี
นายโกศลวัฒน์ แนะนำเพิ่มอีกว่า ในกรณีของคุณโอ้ หากตอนที่อยู่ที่ต่างประเทศ มีคนรู้เรื่องแล้วรีบติดต่อคุณโอ้ ให้คุณโอ้รีบติดต่อขอความช่วยเหลือ หรือไปติดต่อสถานทูต เพื่อให้การตามความจริงโดยละเอียด ก็เชื่อว่าจะไม่ต้องมาถึงจุดนี้แน่นอน
นายโกศลวัฒน์ แนะนำต่อไปว่า ในเมื่อคุณโอ้ชนะคดีคู่ขนานแล้ว คดีรับของโจรที่ถูกฟ้องใหม่นี้ก็สามารถสู้ได้ไม่ยาก ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการสู้คดี คุณโอ้สามารถไปขอความช่วยเหลือจาก “กองทุนยุติธรรม” ได้เลย ซึ่งกองทุนนี้จะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ทั้งค่าจ้างทนาย ค่าสู้คดี ค่าเสียเวลา และค่าประกันตัว ส่วนเงินชดเชยจากการที่ถูกจองจำในคดีแรก ก็สามารถเรียกค่าเสียหายได้ในอัตราวันละ 500 บาท แนวทางหลังจากนี้ คือ คุณโอ้ต้องไปขอความช่วยเหลือจากอัยการคุ้มครองสิทธิ์ที่จังหวัดเชียงราย เพื่อให้ช่



