เมื่อวันที่ 5 พ.ย. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กรมอุทยานฯ จัดเก็บรายได้จากค่าธรรมเนียมการเข้าใช้บริการอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศในปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 67–ก.ย. 68) ได้สูงถึง 2,208,128,028.86 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2567 ถึง 8,399,101.87 บาท ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และความสำเร็จของนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับอุทยานแห่งชาติที่สร้างรายได้สูงสุด 10 อันดับแรกในปีงบประมาณ 2568 ได้แก่ 1. อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี 648,920,480 บาท 2. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน 197,258,000 บาท 3. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 138,428,250 บาท 4. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 131,210,638 บาท 5. อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด 121,542,460 บาท 6. อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา 115,150,150 บาท 7. อุทยานแห่งชาติเขาสก 99,807,806 บาท 8. อุทยานแห่งชาติเอราวัณ 93,746,395 บาท 9. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง 45,391,920 บาท 10. อุทยานแห่งชาติตะรุเตา 37,879,350 บาท
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ส่วนฤดูกาลท่องเที่ยวที่เปิดไปเมื่อ ต.ค. 68 พบว่า อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จัดเก็บรายได้รวม 11,069,800 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เก็บได้อยู่ที่ 9,925,150 บาท คิดเป็นการเติบโต 11.53% หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1.14 ล้านบาท ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชมในเดือนนั้น มีทั้งสิ้น 23,578 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 285 คน หรือเติบโต 1.2%
อธิบดีกรมอุทยานฯ เผยอีกว่า สำหรับระบบ E-Ticket อุทยานได้มาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว โปร่งใส และลดการใช้กระดาษในการจัดเก็บค่าธรรมเนียม การปรับปรุงระบบจองที่พัก เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การดูแลความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวก ทบทวนและวางแผนมาตรการเพื่อสร้างความมั่นใจและความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว การยกระดับการบริการ มุ่งเน้นการให้บริการที่ได้มาตรฐานเพื่อความพึงพอใจควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติ
นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ในส่วนของการอนุรักษ์ธรรมชาติ ทุกอุทยานฯ ทางทะเล ได้ดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการ “อนุรักษ์ ทะเล” ตามแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลไทยผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน นอกจากนี้ตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และรมว.ทรัพยากรฯ เรื่องการจัดการขยะ โดยเฉพาะขยะอาหาร (Zero Food Waste) เพื่อเป้าหมายประเทศไทยไร้ขยะอาหาร ซึ่งมีคำสั่งให้ทุกอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศจัดทำแผนปฏิบัติการกำจัดขยะ ในพื้นที่รับผิดชอบให้เป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพไปก่อนนี้แล้ว



