นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 68 ของกลุ่มบริษัทบางจากที่สะท้อนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากทั้งโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชา มีค่าการกลั่นพื้นฐานขึ้นเป็น 7.38 ดอลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก Crack Spread ที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนน้ำมันดิบที่ลดลง

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4 ปีนี้ มีทิศทางที่ดีขึ้นมาก ภายหลังการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ประกอบกับ GRM และยอดขายที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทบางจากได้เปิดใช้ท่าเรือรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก ณ โรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชา จังหวัดชลบุรี อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการจัดหาและขนส่งน้ำมันดิบ ตลอดจนยกระดับความสามารถการแข่งขันของกลุ่มบริษัทฯ รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมยังมีบทบาทในการสร้างรายได้และโอกาสในการเติบโตที่สำคัญของบริษัทฯ ซึ่งช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางธุรกิจ สนับสนุนการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในธุรกิจที่หลากหลายให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น ส่วนกระบวนการเพิกถอนหลักทรัพย์ของ บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) อยู่ระหว่างดำเนินการ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์

น.ส.ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บางจาก กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ของปี 68 แยกแต่ละกลุ่มธุรกิจ ดังนี้ คือ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มีรายได้ 99,851 ล้านบาท และมีอีบิด้า 2,891 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญกว่า 100%  เทียบกับไตรมาสก่อนและช่วงปีก่อน จากค่าการกลั่นพื้นฐานที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 7.38 ดอลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 4.45 ดอลลาร์ในไตรมาสก่อน ตามการปรับตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่ม Middle Distillates ได้แก่ น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน

กลุ่มธุรกิจการตลาด มีรายได้ 88,200 ล้านบาท ลดลง 1% จากไตรมาสก่อน และ 7% จากปีก่อน แต่สามารถสร้าง EBITDA ได้ 1,629 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดด 38% จากไตรมาสก่อน และมากกว่า 100% จากปีก่อน จากค่าการตลาดสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.85 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อนหน้า

บางจากฯ ยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดค้าปลีกไว้ได้ที่ 29% โดนมีสถานีบริการน้ำมันรวม 2,173 แห่ง จุดชาร์จ EV 502 แห่ง และร้านกาแฟอินทนิลกว่า 1,108 สาขาทั่วประเทศ

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด มีรายได้ 1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมี EBITDA 1,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% จากไตรมาสก่อน และ 23% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการจำหน่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำใน สปป.ลาว จากปริมาณน้ำที่มากขึ้นตามฤดูกาล รวมถึงการทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทั้งโครงการของโรงไฟฟ้าพลังงานลมใน สปป.ลาวในช่วงไตรมาสนี้

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ มีรายได้ 4,363 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมี EBITDA 286 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 78% จากปีก่อน เนื่องจากปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเอทานอลจากการเดินเครื่องผลิตในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง

สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนของปี 68 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 383,780 ล้านบาท ลดลง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 26,600 ล้านบาท ลดลง 20% แต่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 6,184 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 43% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 71 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและการเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ ส่งผลให้ธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันได้รับผลกระทบจาก Inventory Loss ที่สูงขึ้น

กลุ่มธุรกิจการตลาดยังคงมีปริมาณการจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในตลาดอุตสาหกรรม แม้ค่าการตลาดสุทธิอ่อนตัวลง ส่วนกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาดมีกำไรลดลงจากการสิ้นสุด Adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ และการขายโครงการในญี่ปุ่น แต่ได้รับการชดเชยจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพยังคงรักษากำไรได้จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้กลุ่มบริษัทบางจากมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 27,248 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 307,306 ล้านบาท หนี้สินรวม 224,331 ล้านบาท และส่วนผู้ถือหุ้นรวม 82,975 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนของบริษัทใหญ่ 57,996 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 1.12 เท่า