เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.2568 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ กำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) คณะหนึ่ง ประกอบด้วย 1.ประธานกรรมการซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยพระสังฆราชานุมัติด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มส.) 2.กรรมการโดยตำแหน่งจำนวน 6 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 3.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพระพุทธศาสนาและด้านอื่น ๆ จำนวนไม่เกิน 9 คน ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง ด้วยความเห็นชอบของมส. 4.ผอ.พศ.เป็นกรรมการและเลขานุการ สำหรับกรรมการโดยตำแหน่งผู้ใดที่ไม่ใช่พุทธศาสนิก อาจมอบหมายให้ข้าราชการในสังกัดระดับรองลงไปทำหน้าที่กรรมการแทนได้ โดยสมเด็จพระสังฆราช อาจมีพระบัญชาแต่งตั้งบรรพชิต หรือคฤหัสถ์เป็นที่ปรึกษาคพช. ด้วยความเห็นชอบของมส.ส่วนวาระการดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง ซึ่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้
คพช. มีหน้าที่และอำนาจ เช่น 1.กำหนดมาตรการและกลไกที่เหมาะสมเพื่อการคุ้มครองพระพุทธศาสนา ให้เป็นไปตามกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี พระธรรมวินัยกฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ มติมส. หรือตามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช และมาตรการและกลไกที่เกี่ยวข้องกับการปกครองคณะสงฆ์ซึ่งต้องได้รับพระสังฆราชานุมัติ (การอนุมัติจากสมเด็จพระสังฆราช) ด้วยความเห็นชอบของมส.ก่อนดำเนินการ 2.มอบหมาย ติดตาม และกำกับดูแลคณะอนุกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาจังหวัด และหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการตามภารกิจหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้มาตรการและกลไกในการคุ้มครองพระพุทธศาสนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์ 3.ให้คำแนะนำ และคำปรึกษา ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐเมื่อต้องปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับกิจการพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ 4.ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องให้ส่งเอกสาร ข้อมูล ความเห็นหรือการดำเนินการที่จำเป็น รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรภาคเอกชน หรือองค์การระหว่างประเทศหรือระหว่างประเทศในการคุ้มครองพระพุทธศาสนา 5.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อดำเนินการตามที่ คพช. มอบหมาย ทั้งนี้ หากดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจแล้ว แต่ยังมีปัญหาหรืออุปสรรคขัดข้อง ให้ คพช. รายงานสภาพปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป
พร้อมทั้งกำหนดให้มี คณะอนุกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติระดับจังหวัด (อพช.จังหวัด) นอกจากกรุงเทพฯ ประกอบด้วย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานอนุกรรมการ อนุกรรมการ ประกอบด้วย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด คลังจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐของจังหวัด ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ โดยให้เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะจังหวัด (ธรรมยุต) เป็นที่ปรึกษาของ อพช.จังหวัดนั้น
อพช.จังหวัด มีหน้าที่และอำนาจ ตามพันธกิจหลัก คือ 1.ถวายคำแนะนำ สนับสนุน แก้ปัญหา และอารักขาพระสังฆาธิการและพระวินยาธิการในการปกครองพระภิกษุสามเณร การชำระอธิกรณ์ การลงนิคหกรรมการสอดส่องตรวจสอบอาจาระของพระภิกษุสามเณร การดำเนินการให้พระภิกษุสามเณรสละสมณเพศ ตามหน้าที่และอำนาจระดับจังหวัดหรือระดับภาคให้ยุติโดยเร็ว 2.ดูแล ตรวจสอบ ปรับปรุงทะเบียน และบูรณาการการจัดการศาสนสมบัติ วัด ที่ดินวัด ที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนา ที่พักสงฆ์ ศาสนสมบัติกลางและวัดร้าง ซึ่งไม่ใช่ของรัฐแต่เป็นทรัพย์สินของพระพุทธศาสนาตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ ตลอดจนให้คำแนะนำการวางระบบงานตามมาตรการและกลไกที่คพช. กำหนด กำกับและตรวจสอบการงบประมาณ การพัสดุ นิตยภัต การบัญชีและการเงินของวัด โรงเรียนพระปริยัติธรรม สำนักเรียน และสำนักศาสนศึกษา ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอตามที่มส. หรือ คพช.กำหนด 3.ตรวจสอบสถานภาพและประวัติพระภิกษุสามเณร ตลอดจนจัดทำข้อมูลในระบบและฐานข้อมูลตามนโยบายและแนวทาง ที่สำนักงานกำหนด
ส่วนในกรุงเทพฯ ให้มีคณะอนุกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติกรุงเทพมหานคร (อพช.กทม.) โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจตามที่คพช.กำหนด ทั้งนี้ ในกรณีที่อพช.กทม. หรืออพช.จังหวัด ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจแล้ว แต่ยังมีปัญหาหรืออุปสรรคขัดข้อง ให้รายงานสภาพปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาต่อคพช. เพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป
โดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.2568 ยังกำหนดให้มี คณะวินัยธรกลาง และคณะธรรมธรกลาง โดยคณะวินัยธรกลาง ประกอบด้วย พระภิกษุผู้ทรงภูมิในพระวินัย จำนวนไม่เกิน 10 รูป ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของมส. มีหน้าที่และอำนาจ เช่น 1.พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับพระวินัย ที่มีข้อโต้แย้งการตีความพระวินัยและการบังคับใช้ หรือในกรณีมีข้อความเห็นแตกต่างกันระหว่างพระสังฆาธิการผู้มีอำนาจสอบสวนและวินิจฉัยอธิกรณ์ซึ่งได้ดำเนินการตามกฎมส. และคณะพระสังฆาธิการนั้นได้ร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัย 2.พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาที่ปรากฏขึ้นแก่คณะวินัยธรกลาง และคณะวินัยธรกลางเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญอันควรมีข้อยุติที่ต้องถือปฏิบัติโดยคณะสงฆ์ โดยคำวินิจฉัยจะมีผลใช้บังคับเมื่อมส.เห็นชอบ และได้รับพระสังฆราชานุมัติ ให้เลขาธิการมหาเถรสมาคมนำคำวินิจฉัยเผยแพร่ในแถลงการณ์คณะสงฆ์ และให้สำนักงานเผยแพร่ต่อสาธารณะ
ส่วนคณะธรรมธรกลาง ประกอบด้วยพระภิกษุผู้ทรงภูมิในพระธรรม จำนวนไม่เกิน 10 รูป ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของมส. มีหน้าที่และอำนาจ เช่น 1.พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาในลักษณะสัทธรรมปฏิรูปเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และปัญหาทางพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบคณะสงฆ์ไทย ตามที่พระสังฆาธิการ ตั้งแต่เจ้าคณะภาคขึ้นไปร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัย 2.พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาที่ปรากฏขึ้นแก่คณะธรรมธรกลางและคณะธรรมธรกลางเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญอันควรมีข้อยุติที่ต้องถือปฏิบัติโดยคณะสงฆ์ โดยคำวินิจฉัยจะมีผลใช้บังคับเมื่อมส.เห็นชอบ และได้รับพระสังฆราชานุมัติ ให้เลขาธิการมหาเถรสมาคมนำคำวินิจฉัยเผยแพร่ในแถลงการณ์คณะสงฆ์ และให้สำนักงานเผยแพร่ต่อสาธารณะ
ในกรณีคณะวินัยธรกลางหรือคณะธรรมธรกลางพิจารณาวินิจฉัยข้อโต้แย้ง ต้องรับฟังคู่กรณีทุกฝ่ายก่อนจะมีคำวินิจฉัย และการพิจารณาคำวินิจฉัยต้องกระทำโดยพระภิกษุวินัยธรกลางหรือธรรมธรกลางทุกรูป โดยจะงดออกเสียงมิใด้ พระภิกษุวินัยธรกลาง หรือธรรมธรกลางรูปใดมีความเห็นแย้ง ให้มีสิทธิทำความเห็นแย้งรวมไว้ในคำวินิจฉัยได้
ในกรณีที่การพิจารณาวินิจฉัยข้อโต้แย้งเรื่องใดไม่สามารถกระทำได้เพราะมีพระภิกษุวินัยธรกลาง หรือธรรมธรกลางรูปใดขาดหรือลาประชุม ให้มีการนัดประชุมเรื่องนั้นอีกภายใน 14 วัน นับแต่วันนัดประชุมครั้งแรก และหากการประชุมครั้งหลังยังมีการขาดหรือลาประชุมอีก ให้ถือว่าพระภิกษุวินัยธรกลางหรือธรรมกรกลางที่ขาดหรือลาประชุมนั้น เห็นพ้องด้วยกับเสียงข้างมาก
นอกจากนี้ในระเบียบดังกล่าวยังระบุด้วยว่า การดำเนินการตามระเบียบนี้ ไม่กระทบกระเทือนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก พระอำนาจสมเด็จพระสังฆราช และอำนาจมส.
ประกาศ ณ วันที่ 6 พ.ย. 2568 ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี



