นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผลผลิตข้าวโดยเฉพาะข้าวขาวออกเกือบหมดแล้ว ส่วนข้าวหอมมะลิก็เริ่มทยอยออกในหลายพื้นที่เกือบร้อยละ 30 แล้ว หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้นำชาวนา พ่อค้าข้าวและโรงสี แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ราคาข้าวเปลือกช่วงรัฐบาลอนุทินตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี คือราคาข้าวเปลือกเจ้า (ข้าวขาว 5%) ชาวนาขายได้แค่ตันละ 5,000-6,000 บาท (ช่วงรัฐบาลเศรษฐา ชาวนาขายได้ 9,500-11,000 บาท) ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ช่วงนี้ชาวนาขายได้เพียงตันละ 10,000-11,500 บาท (ช่วงรัฐบาลเศรษฐาชาวนาขายได้ถึงตันละ 15,000-16,000 บาท)

แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่ปรากฏว่ารัฐบาลได้เริ่มเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยพยุงราคาข้าวอย่างจริงจังแต่อย่างใด แม้แต่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ซึ่งเป็นกลไกหลักที่รับผิดชอบ ก็ได้ข่าวว่ายังไม่ได้แต่งตั้งเลย เห็นแต่รัฐมนตรีและผู้บริหารหน่วยงานบางท่านระดมออกข่าวว่ารัฐบาลได้ออกมาตรการ 4-5 อย่างเพื่อพยุงราคาข้าว เช่น ให้สหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส  อ.ต.ก. และ อคส. ออกไปรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคานำตลาด ทั่วทุกพื้นที่ประมาณ 4 ล้านตัน รวมทั้งมาตรการอื่นๆ เช่น ชดเชยอัตราค่าดอกเบี้ยให้โรงสีหรือพ่อค้าข้าวที่รับซื้อข้าวจากชาวนาในราคานำตลาด เป็นต้น แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการดังกล่าว เพราะไม่ปรากฏว่าชาวนาสามารถขายข้าวได้ในราคาสูงขึ้นแต่อย่างใด เห็นแต่ราคาข้าวไหลลงทุกวัน

รมต.พาณิชย์ ก็มัวแต่ไปสร้างภาพโชว์ฝีมือนักขายระดับโลก ออกข่าวว่าสามารถขายข้าวลอตใหญ่ให้จีนได้ถึง 5 แสนตัน ซึ่งคนในวงการเขาดูออกว่ารัฐบาลเล่นปาหี่หรือไม่ เพราะไม่เห็นมีสัญญาณว่าจีนต้องการจะซื้อข้าวชนิดใด ราคาเท่าไหร่ จำนวนกี่ตัน ข้าวที่ซื้อขายจะเอามาจากไหน ส่งมอบที่ไหนเมื่อใด หน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ คาดว่าถ้ารัฐบาลไทยและจีนได้บรรลุข้อตกลงกันได้จริงตามที่พยายามพาดหัวข่าวอวดผลงานก็น่าจะทำให้ราคาข้าวกระเตื้องขึ้นบ้าง แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม

ผู้เกี่ยวข้องในวงการข้าวส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ปีนี้ ชาวนาส่วนใหญ่น่าจะเก็บเกี่ยวข้าวไปหมดเกลี้ยงในราคาต่ำแบบขาดทุนตันละหลายพันบาทไปก่อนที่รัฐบาลจะสามารถขายข้าวลอตใหญ่ส่งออกไปจีนหรือประเทศอื่นๆ ได้ และรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายพยุงราคาข้าวอย่างจริงจัง

ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกผิดหวังในรัฐบาลอนุทิน ที่อ้างว่าจะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐาน แม้จะมีเวลาทำงานค่อนข้างสั้น แถมนายกฯ อนุทิน ยังเป็นคนทำงานรวดเร็ว (ท่านบอกว่าสมัยที่ท่านเป็นนายกฯ นี้ ถ้าท่านสั่งวันนี้งานต้องเสร็จตั้งแต่เมื่อวาน) แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลอนุทินยังไม่ได้ลงมือสร้างผลงานหรือแก้ไขปัญหาให้ชาวนาเลย ทั้งๆ ที่มีเสียงเตือนจากนายกสมาคมชาวนาและแกนนำชาวนาหลายจังหวัด ตั้งแต่วันแรกๆ ที่รัฐบาลอนุทินเข้ามาบริหารประเทศ

ส่วนที่รัฐบาลอนุทิน โฆษณาว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ชาวนาเช่น ค่าปุ๋ย ค่าพลังงาน ต่างๆ นั้น เท่าที่ได้ติดตามดูผลงาน ก็เห็นแต่คุณศุภจี ไปเปิดงานขายปุ๋ยธงเขียวราคาถูก แถวศรีสะเกษ อุบลฯ สุรินทร์ (เขตบ้านใหญ่) ก็ไม่น่าตอบโจทย์ชาวนาได้ เพราะผ่านฤดูเพาะปลูกไปเกือบ 2-3 เดือนแล้ว

ผมขอให้นายกฯ อนุทิน ไปติดตามดูผลงานของคุณศุภจี โดยใช้ตัวชี้วัด (หรือ KPI ที่คุณศุภจีเคยพูดในสภาอย่างมั่นใจ) คือ ราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาขายได้จริงและราคาส่งออกข้าวและปริมาณการส่งออกข้าวในช่วงของรัฐบาลนี้ ถ้าท่านนายกฯ อนุทิน ใจกว้างจริง ก็ลองไปรับฟังเสียงของชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ว่าปีนี้เขาได้กำไรหรือขาดทุนมากน้อยเพียงใด และชาวนาสามารถขายข้าวให้หน่วยงานต่างๆ จริงหรือไม่ และได้รับประโยชน์จากมาตรการพยุงราคาที่รัฐบาลโหมโฆษณาหาเสียงกับชาวนาอยู่ในช่วงนี้จริงหรือไม่

“ผมเองไม่แน่ใจว่าท่านนายกฯ จะยอมรับความจริงได้ว่า รัฐบาลอนุทินเป็นรัฐบาลที่ทำให้ราคาข้าวตกต่ำที่สุดและทำให้ชาวนามีหนี้สินเพิ่มขึ้นมากที่สุดยิ่งกว่ารัฐบาลชุดใดๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด”