โดยเฉพาะ “พรรคเพื่อไทย” ที่วันนี้กลายเป็น “ฝ่ายแค้น” ตัวจริง หลังอำนาจในรัฐบาลถูกเครือข่าย “สีน้ำเงิน” ชิงพื้นที่ไปแทบทั้งหมด
“สรวงศ์” เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคพรรคเพื่อไทย ออกโรงระบุว่า พรรคมี สส. ถึง 140 คน สามารถยื่นญัตติอภิปรายได้ด้วยตัวเอง เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ใช้เสียงเพียง 1 ใน 5 ของจำนวน สส.ทั้งหมด
งานนี้จึงต้องจับตาว่า “พรรคแดง” จะกล้า “เปิดศึกซักฟอก” หรือไม่ หลังความไม่พอใจสะสมจากหลายเรื่องทั้งถูกแย่งอำนาจไปจากมือ แถมอดีตหัวหน้าพรรคถูกตัดสิทธิ์การเมือง และคนเสื้อแดงย้ายไป “ฝั่งน้ำเงิน” เพราะสัญญาณการเมืองเปลี่ยนฝั่ง

ประเด็นที่จะถูกนำมาโจมตี “รัฐบาล” หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีหลายเรื่องที่สังคมจับตา ทั้งการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และคอลเซ็นเตอร์ ที่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม, การแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์, ความล่าช้าในการแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา และการลงนามข้อตกลงแร่แรเอิร์ธ ที่ทำให้ไทยถูกมองว่าเสียเปรียบทั้งจีนและสหรัฐฯ
แต่คำถามสำคัญคือ “พรรคเพื่อไทย” ภายใต้เงา “ทักษิณ” ชินวัตร อดีตนายกฯ จะกล้าลงมือจริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเพิ่งทำงานได้เพียงเดือนกว่า
การเร่งเปิดศึกอาจย้อนศรกลับมาทำร้ายตัวเอง อีกทั้งในพรรคยังมีแรงสั่นสะเทือนภายใน “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาปูดว่าขณะนี้ “สส.เพื่อไทย” หลายคนกำลังถูก “ดูด” ให้เทไปสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสองขั้วอำนาจเก่า “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผอ.การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ยังคุมกำลัง สส. ในพรรคจำนวนมาก ซึ่งทั้งคู่มีเป้าหมายชัดว่าจะอยู่ข้างรัฐบาลในอนาคต หรืออย่างน้อยไม่อยากเป็นฝ่ายค้านอีก การจะให้สองคนนี้ร่วมลงชื่อซักฟอก จึงไม่ง่ายแน่นอน เพราะไม่ต้องการสร้างความขัดแย่งเพิ่ม

ส่วน “นายใหญ่” ยังอยู่ในเรือนจำ ขณะที่ “แพทองธาร” ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ลูกสาวก็ถูกจับตาเรื่องคดีใน ป.ป.ช. ส่วน “ยิ่งลักษณ์” ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังไม่กลับบ้าน สถานการณ์ทั้งหมดจึงทำให้ “พรรคแดง” อยู่ในสภาพถูกล่ามโซ่ตรวนทางการเมืองไว้
ล่าสุด ป.ป.ช. ยังรับไต่สวนคดีตามมาตรา 157 กรณี “เศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกฯ และ “แกนนำเพื่อไทย” ที่มี “จุลพันธ์–ประเสริฐ” โยกงบ 3.5 หมื่นล้านแจกโครงการ 10,000 บาท คดีนี้หากคืบหน้าอาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองลูกใหม่ ที่ทำให้ “พรรคเพื่อไทย” ต้องถอยจากแนวรบ
ส่วนอีกขั้วที่ถูกจับตาคือ “พรรคประชาชน” ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายค้ำ” ให้รัฐบาลเงียบๆ หากจะยื่นอภิปรายร่วมกับ “เพื่อไทย” ต้องแบกรับแรงกดดันทางการเมืองมหาศาล เพราะเป้าหมายการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจต้องเจอแรงสะดุด จากกรณี “อนุทิน” ประหาศขู่จะยุบสภาฯ
การขยับพลาดเพียงก้าวเดียว จะทำให้เป้าหมายใหญ่ไม่ถึงฝั่งฝัน ยิ่งเมื่อยังมีคดีค้างอยู่ในมือ ป.ป.ช. กว่า 44 คน ในข้อหาจริยธรรม จากการริเริ่มแก้ไขมาตรา 112 การจะเปิดศึกใหญ่ในเวลานี้อาจไม่คุ้มเสีย

เว้นแต่ “พรรคส้ม” จะเลือกยื่นเฉพาะเป้าหมายเดียว คือ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่กำลังตกเป็นเป้าถูกขุดคุ้ย กระแสนี้ยิ่งแรงขึ้นเมื่อ “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน และ “ไอซ์–รัชชนก”สส.กทม. พรรคประชาชน เริ่มออกมาปั่นกระแสในสื่อออนไลน์ ทำให้การเมืองร้อนระอุขึ้นทุกวัน
ซึ่ง “ผู้กองเมืองพะเยา” โต้กลับว่าไม่เป็นความจริงและเป็นเกมของ “พรรคส้ม” ที่ต้องการดิสเครดิต และหาแสงให้ตัวเอง
ล่าสุด “นายกฯหนู” ได้ลดกระแสการเมือง หลังถูกมองว่า ต้องการจับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกันเพื่อไม่ให้ยุบสภาฯ ซึ่งไม่เป็นความจริง พร้อมเสนอให้ยื่นญัตติเปิดอภิปราย เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาของประเทศร่วมกัน แทนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
“ผมรู้ตัวตลอดเวลาว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ดังนั้นหากมีการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจเพื่อประโยชน์ทางการเมือง รัฐบาลย่อมไม่มีทางที่จะมีเสียงสนับสนุนมากกว่า รัฐบาลต้องคิดว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงกับพรรคประชาชน” นายกฯ กล่าว และย้ำว่าหากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อมาเป็นรัฐบาลต้องพร้อมชี้แจง
ฉะนั้นจึงเป็นเกมวัดใจระหว่าง “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคประชาชน” ว่าฝ่ายใดจะเดินหมากการเมืองได้เหนือชั้นกว่ากัน และหากจำเป็นต้องเดินเกมเชือด สงครามเลือกตั้งครั้งใหม่คงเข้าสู่วาระดุเดือดเลือดพล่านแน่นอน.



