วันที่ 11 พ.ย. น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบและรับทราบแนวนโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 69 –71 ตามที่คณะกรรมการนโยบายอาหารเสนอ เพื่อให้ภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศมีวัตถุดิบเพียงพอ มั่นคง และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีการผลิตกากถั่วเหลืองและปลาป่นในปริมาณจำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในภาคปศุสัตว์และสัตว์น้ำ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศเพิ่มเติมทุกปี โดยคงมาตรการนำเข้าในทุกกรอบการค้าเหมือนปี 68 ยกเว้นในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อผูกพันทางการค้า
สำหรับกากถั่วเหลือง คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กำหนดนโยบายการนำเข้าคราวละ 3 ปี ตั้งแต่ปี 69 – 71 ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก ในโควตา เก็บภาษี 2% และเปิดให้ผู้นำเข้าที่ได้รับสิทธิจำนวน 11 ราย เช่น สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงไก่และสุกร , เขตการค้าเสรีอาเซียน ภาษี 0% ,ประเทศนอกความตกลง ภาษี 6% พร้อมค่าธรรมเนียมพิเศษตันละ 2,519 บาท
ขณะที่ผู้มีสิทธินำเข้าต้อง รับซื้อกากถั่วเหลืองที่ผลิตในประเทศในราคาขั้นต่ำตามที่กำหนด เพื่อช่วยเหลือโรงงานสกัดน้ำมันถั่วเหลืองและเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองไทย ส่วนปลาป่น ยังคงมาตรการนำเข้าเช่นเดิม โดยแบ่งเป็น ปลาป่นโปรตีนต่ำกว่า 60% ต้องขออนุญาตนำเข้า ,ปลาป่นโปรตีน 60% ขึ้นไป สามารถนำเข้าได้โดยไม่จำกัดปริมาณ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีส่วนใหญ่เก็บภาษีระหว่าง 0–5% ยกเว้นประเทศนอกความตกลงที่เก็บสูงสุด 15%
“กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสภาพัฒน์ฯ เห็นชอบในหลักการ โดยสภาพัฒน์ฯ เสนอเพิ่มเติมให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินโครงการ ส่งเสริมและพัฒนาการปลูกถั่วเหลืองในประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารและลดการพึ่งพาการนำเข้าในอนาคต โดยรัฐบาลมั่นใจว่าแนวนโยบายนี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยมีเสถียรภาพ วัตถุดิบเพียงพอ ราคาเป็นธรรมต่อเกษตรกร และเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ด้านอาหารของประเทศ”



