เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่กองกำกับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. พ.ต.อ.วสันต์ ธวัชชัยวิรุตษ์ ผกก.สายตรวจ พ.ต.ท.อัษฎาวุธ ขวัญเมือง พ.ต.ท.ไพบูลย์ สอโส รอง ผกก.สายตรวจฯ ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม น.ส.เมรินทร์ อายุ 33 ปี น.ส.ศิริรัตน์ อายุ 33 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 10 ล้านเม็ด, รถเก๋งโตโยต้าวีออส สีขาว, รถกะบะเชฟโรเลต สีขาว, รถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีดำ

สืบเนื่องจากชุดสืบสวน 191 และหน่วยข่าวกรองทางทหารกองทัพบก ได้ทำการขยายผลการจับกุมผู้ต้องหาลักลอบยาเสพติดเครือข่ายนนทบุรี โดยครั้งนั้นได้ทำการตรวจยึดยาบ้าจำนวน 8 ล้านเม็ด ต่อมาได้ทำการสืบสวนทราบว่าเครือข่ายดังกล่าวจะลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากชายแดนประเทศเพื่อนบ้านเข้าพื้นที่ตอนใน โดยใช้พืชผลทางการเกษตรประเภทข้าวโพดตบตาเจ้าหน้าที่ เพื่อนำมาไว้ที่โกดังไม่มีเลขที่ ต.บ้านหลวง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้พักและเก็บซุกซ่อนยาเสพติดก่อนนำไปจำหน่าย จึงได้นำกำลังตรวจค้น

โดยระหว่างเข้าตรวจค้นก็พบกลุ่มคนร้ายได้ขับรถเก๋งโตโยต้า รุ่นวีออส สีขาว ออกมาจากโกดัง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขับติดตามและแสดงตัวขอทำการตรวจค้น แต่รถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีเจ้าหน้าที่ไปก่อนทิ้งรถไว้ ส่วนกำลังอีกส่วนหนึ่งได้เข้าไปตรวจค้นภายในโกดังที่ต้องสงสัยเป็นที่ซุกซ่อนยาเสพติด ก่อนทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ยึดยาได้รวม 10 ล้านบาท

สอบสวนผู้ต้องหาให้การว่า ได้ขับรถมาที่โกดังเพื่อทำการขนย้ายยาเสพติดลอตดังกล่าวไปกระจายให้กับเอเย่นต์รายย่อย โดยใช้พืชผลทางการเกษตรประเภทข้าวโพดตบตาเจ้าหน้าที่ แต่ด้วยความที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะผู้การ 191 พื้นเพเป็นคนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงเห็นพิรุธว่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่มีการปลูกข้าวโพด แต่เน้นปลูกข้าวเป็นหลัก โดยได้ค่าจ้างในการขนย้าย 1.5-5 หมื่นบาท จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนทำการขยายผลผู้ร่วมขบวนการ และจะมีการแถลงข่าวอีกครั้งหลังจับกุมผู้ต้องหาร่วมขบวนการส่วนที่เหลือได้แล้ว พร้อมปฏิเสธกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติขาดการประสานงาน ต่างคนต่างทำงานเพื่อแย่งผลงานเอาหน้านาย ทำให้มาตรการปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีศักยภาพ ว่า ขอยืนยัน ในองค์กรตำรวจไม่มีปัญหา ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานบูรณาการตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เป็นระบบ การจับกุมยาเสพติดจะถูกบันทึกเป็นบันทึกการจับกุมออนไลน์ พนักงานสอบสวนจะทำสำนวนส่งให้ตำรวจปราบปรามยาเสพติดหรือ บช.ปส. ทุกเคส เพื่อขยายผลจับกุมขบวนการรายใหญ่ต่อไป

ทั้งนี้ขอยืนยันว่าการทำงานปราบปรามยาเสพติดมีตัวชี้วัดชัดเจน ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบันการแจ้งเหตุเรื่องยาเสพติดผ่านสายด่วน 191 มีปริมาณลดน้อยลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ผล และยืนยันจากนี้ไป การปราบปรามยาเสพติดเป็นนโยบายหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนผู้กระทำผิด พ่อค้ายาทั้งรายย่อยและรายใหญ่ยังมีเวลากลับตัวทัน และจะสกัดกั้นทุกวิถีทาง เพราะยาเสพติดคือต้นทางที่นำไปสู่คดีอาชญากรรมอื่นๆ