สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวลและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจขึ้นอีกครั้ง หลังทหารไทย ต้องบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบกับระเบิด จนขาขาด ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่
ล่าสุด ในงานแถลงข่าว “วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” พิธีกรชื่อดัง ได้ออกมาแสดงความรู้สึกถึงสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงน่าห่วงอยู่ โดย บุ๋ม เผยว่า
“บุ๋มว่าเป็นความเจ็บปวดหัวใจของพวกเราทุกคนค่ะ แต่ถามว่าถ้าไม่ให้ทหารลาดตระเวนก็ไม่ได้ค่ะ เพราะว่าในพื้นที่โดยเฉพาะอย่างพื้นที่ภาค2 เป็นพื้นที่เขาเป็นพื้นที่ป่า มันไม่มีเครื่องมือที่จะใช้ลาดตระเวนได้ ต้องเป็นคนเดินเขาไปดูตรงนั้นเท่านั้น และก็เป็นแผนการของเขาอีกเช่นเดียวกันในการแอบเข้ามาตัดลวดหนามเพื่อล่อให้เราเข้าไปดู พอเราเข้าไปดูพวกเขาก็จะวางระเบิดแบบนี้ ซึ่งระเบิดยุคใหม่แบบใหม่ที่เขาวางเนี่ยเข็มมันเล็กมากค่ะ เครื่องตรวจจับมันยากมากเลยค่ะทุกท่านค่ะ”
“แล้วทางที่เราเดินก็เป็นทางลาดตระเวนประจำของเราอยู่แล้วนะ ไม่ได้เดินเข้าไปล่วงล้ำหรือว่าบุกลุกอธิปไตยของใครเลย นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงๆ เขาทำเพื่ออะไรมันมีเหตุผลมากกว่านั้นค่ะ เขาตัดลวดหนามล่อให้เราเข้าไปดู พอเราเข้าไปดูก็โดนระเบิด ตรงนั้นเนี่ยก็จะเป็นพื้นที่ที่เข้าไปยากสักนิดนึงก็คือต้องระมัดระวังเป็นพิเศษขณะที่เรากำลังระมัดระวังเป็นพิเศษ คือถ้าทหารไม่ได้เข้าไปตรงนี้สักวันสองวัน ฝั่งนั้นจะเคลื่อนกำลังพลเข้ามาอีก หรือทำอะไรมากกว่านั้นอีก เขาไม่ได้หยุดนะคะ นี่ฉันขอยืนยันจากพื้นที่ที่ฉันดูแลอยู่ ยังเห็นกำลังพลเพิ่มเติมนะคะ ทางฝั่งนั้นไม่ได้หยุดอะไรเลย ดังนั้นสิ่งที่อยากจะบอกก็คือ เราไม่ได้รับความจริงใจของฝั่งนู้นในการแก้ไขปัญหาเพื่อสันติภาพ แล้วก็ฝั่งไทยยื่นประทวงอย่างเดียวนี่ฉันก็ไม่เห็นด้วย เพราะเราประทวงจนกระดาษน่าจะเต็มฝั่งกัมพูชาไปแล้วมั้ง เราประทวงเยอะมาก เราน่าจะมีแอ๊กชั่นอื่นๆได้แล้ว เพราะเราพูดกันมาเยอะแล้ว”

บุ๋ม เผยต่อว่า “ถามว่ามีโอกาสจะมีการปะทะกันอีกครั้งไหม คือทหารเราพร้อมค่ะ บุ๋มใช้คำนี้ดีกว่าเนอะ ทหารเราพร้อมค่ะ ถ้าจะเกิดอะไรขึ้นทหารเราพร้อม เพียงแต่ว่ารัฐบาลพร้อมหรือเปล่า เพราะว่าต้องเข้าใจการทหารก่อนนะคะ ว่าการทหารของประเทศไทยไม่สามารถบุกเข้าไปในประเทศอื่นได้ถ้าไม่ได้รับอนุญาต หรือคำสั่งจากเบื้องบน จากข้างบนนะคะ จากนายก จากรัฐบาล จากกระทรวงกลาโหมหรืออะไรก็ตาม ตอนนี้เนี่ยประเทศไทยของเราแผนการทหารคือได้แต่ตั้งรับ หรือต้านการประทะกันได้แค่นั้นเอง ถ้าถามว่าเราจะเอาพื้นที่คืน เราจะเอาปราสาทคืน เราจะต้องจัดการได้แล้วเพราะทหารเราเสียขา ทั้งหมดอยู่ที่คำสั่งจากข้างบน ต้องเข้าใจระบบทหารตรงนี้สักนิดนึง”
“ถ้าเกิดอะไรขึ้น ก็พร้อมดูแลประชาชนเคียงคู่ทหาร เป็นคำพูดที่พูดตั้งแต่วันแรก ก่อนมีการปะทะด้วยซ้ำไป ว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเหมือนเดิมปนัดดาคำเดิม ทหารดูแลประเทศชาติ ดูแลชายแดนของประเทศไทยได้เลย ส่วนปนัดดาคนนี้จะดูแลประชาชนด้านหลังให้เหมือนเดิม ก็จะดูแลกันอย่างนี้ แต่คราวนี้ก็คงจะถอยออกไปหน่อย เพราะว่าคราวที่แล้วลูกระเบิดก็ดักข้างหน้า 500 เมตร กับ 800 เมตรข้างหลัง เราอยู่ค่อมตรงกลางเลยค่ะ ตอนแรกก็วางแผนที่เคยเห็นภาพ อันนี้เฉลยเลย จริงๆแล้วเคยวางแผนการรบกันมาแล้วกับทางรองแม่ทัพภาค 2 ในวันนั้น ก็ถามว่าถ้าพี่รบกันตรงนี้ทีมบุ๋มอยู่ตรงไหน ประชาชนจะอยู่ตรงไหน ทีมบุ๋มจะดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษนะ กลุ่มเปราะบางจะอยู่กับบุ๋ม เพราะว่ากลุ่มนี้จะไม่ได้ยินการระเบิด“

บุ๋ม เล่าต่อว่า“ส่วนตัวอยากให้เรื่องนี้จบคือประเทศไทยชนะค่ะ จบเลย ชนะเอาพื้นที่คืน ยึดทุกอย่างกลับมา เอาฝั่งให้หมอบ หมอบแล้วลากมาเจรจา ใจปนัดดาเป็นแบบนี้ค่ะ ไม่มีเรื่องอื่นเลยค่ะเพราะว่าเราอยู่ตรงนั้น เราเห็นการรบของทหารตรงนั้น เราสู้กับทหารอยู่ตรงนั้น เราผ่านสนามรบมาแล้ว เราพูดได้เลยว่าเราเห็นเลือด เราเห็นชีวิตของน้องๆอยู่ตรงนั้น แล้วเราเห็นการทำงานของฝั่งกัมพูชาว่าเขาเชื่อไม่ได้ยังไง ดังนั้นถ้าถามใจปนัดดาตรงๆก็คือเอาให้หมอบ แล้วค่อยมาเจรจา เจรจาก็เจรจาไป เหมือนสงครามรัสเซีย เหมือนสงครามอิสระเอล เขาก็รบก็รบไป เจรจาก็เจรจาไป มันก็ต้องทำหน้าที่พร้อมๆกันไม่ต้องรอเจรจา เพียงแต่ว่าไม่รู้ว่าติดอะไรแค่นั้นเอง”
“ความเชื่อมั่นของประชาชนพื้นที่กับแม่ทัพภาพ2 คนปัจจุบันเทียบกับแม่ทับกุ้ง บุ๋มว่าอย่าเปรียบเทียบกัน ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับแม่ทัพกุ้ง อย่าเปรียบเลยดีกว่า เพราะว่าจังหวะการทำงานต่างกัน ต้องรอดูตอนปะทะ หรือหากมีการประทะจริงๆ รอดูดีกว่าว่าท่านแม่ทัพจะแอ็กชั่นอย่างไร ตอนนั้นท่านอาจจะพิสูจน์ให้เห็นว่าท่านก็ไม่ได้ต่างกัน การทำงานก็พอๆ กัน อาจจะเป็นด้วยจังหวะมากกว่า”


ขอบคุณภาพจาก: boompanadda



