เมื่อวันที่ 12 พ.ย. นายธีรเนตร ไชยสุวรรณ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และกรรมการสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) พร้อมด้วย นายจำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาพีมูฟ และทีมทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) เดินทางเข้าตรวจคำให้การและพยานหลักฐานตามการนัดของศาล ในคดีที่ถูกฟ้องตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ในข้อหาเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุม ฝ่าฝืนคำสั่งประกาศห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล โดยศาลใช้เวลานานกว่า 6 ชั่วโมง ในการตรวจคำให้การและพยานหลักฐานในครั้งนี้

นายทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความ เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการตรวจพยานว่า วันนี้เป็นการตรวจพยานในสองคดี คือ คดีของนายจำนงค์และนายธีรเนตรที่ถูกฟ้องร่วมกัน และคดีของคุณจำนงค์ที่ถูกฟ้องคนเดียวอีกหนึ่งคดี ในวันนี้เราได้เสนอพยานบุคคลและพยานเอกสารต่อศาลเรียบร้อย พร้อมมีพยานบางส่วนที่จำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยยืนยันในข้อเท็จจริงว่าเรายอมรับว่าได้จัดชุมนุมในรัศมี 50 เมตรจริง แต่เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ คำสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อ้างมาตรา 7 วรรคท้าย ของ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เป็นคำสั่งที่ “ออกโดยไม่ชอบ” และต้องได้รับการตรวจสอบในชั้นศาล โดยคดีนี้ศาลกำหนดนัดสืบพยานต่อในวันที่ 11–12 ธ.ค. นี้ ส่วนคดีของนายจำนงค์เพียงคนเดียวจะสืบในวันที่ 18–19 ธ.ค. นี้ ซึ่งโจทก์และจำเลยจะสืบพยานฝ่ายละหนึ่งนัด

“เราไม่กังวลอะไร เพราะนี่คือการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการชุมนุม ไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง แต่เป็นการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งจำเป็นต้องต่อสู้กันเพื่อสร้างบรรทัดฐานในการชุมนุม หากเราไม่สู้ ครั้งต่อ ๆ ไปการชุมนุมในเขต 50 เมตรจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่จะอ้างคำสั่งลักษณะนี้ออกมาซ้ำอีก” นายทิตศาสตร์ กล่าว

ด้านนายธีรเนตร  กล่าวภายหลังการตรวจคำให้การและพยานหลักฐานว่าจะยื่นเรื่องต่อศาลปกครองควบคู่กันไป เนื่องจากคำสั่งห้ามดังกล่าวออกภายหลังจากที่พีมูฟแจ้งการชุมนุมอย่างถูกต้องแล้ว ถือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบและละเมิดสิทธิตามกฎหมาย

“เมื่อเราแจ้งการชุมนุมตามระเบียบแล้ว เจ้าหน้าที่กลับออกประกาศห้ามภายหลัง โดยอ้างรัศมี 50 เมตรจากทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นคำสั่งที่ขัดต่อหลักการปกครอง ผมคิดว่ามันไม่เป็นผลดี เพราะเป็นสิทธิในการเรียกร้องและแก้ไขปัญหาของภาคประชาชน หากไม่สามารถแสดงออกหรือชุมนุมได้ การเมืองของประเทศก็จะวนอยู่ในวงจรเดิม” นายธีรเนตร กล่าว

นายธีรเนตร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ทำให้ประชาชนต้องออกมาเรียกร้องสิทธิของตนมากขึ้น และยังถูกจำกัดโดย พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ที่ใช้ปิดกั้นการแสดงออก เขายืนยันว่าจะไม่ยอมรับคำสั่งนี้ และจะสู้ในชั้นศาลปกครองต่อไป การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อพีมูฟเพียงกลุ่มเดียว แต่เพื่อเปิดทางให้กลุ่มอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐสามารถลุกขึ้นใช้สิทธิได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายนี่จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญให้ภาคประชาชนรุ่นต่อไป นายธีรเนตรย้ำ

ขณะที่นายจำนงค์ กล่าวยืนยันว่า จะต่อสู้จนถึงที่สุด เพราะการชุมนุมของเราเป็นการชุมนุมโดยสงบ และใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ การเคลื่อนไหวของพีมูฟเกิดจากปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ในพื้นที่ จึงต้องเข้ามายื่นข้อเรียกร้องต่อส่วนกลาง เราจะยื่นศาลปกครองเพื่อให้ยกเลิกประกาศห้ามดังกล่าว และจะสู้ให้ถึงที่สุดตามสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ เพื่อปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชนทุกคน

ด้านน.ส.ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจาก  Protection International Thailand กล่าวว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบไม่ใช่อาชญากรรม แต่คือหัวใจของประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การดำเนินคดีต่อแกนนำพีมูฟสะท้อนถึงวิกฤติของพื้นที่พลเมืองในประเทศไทย ที่รัฐยังคงใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือจำกัดเสียงของประชาชน แทนที่จะรับฟังและแก้ไขปัญหาตามครรลองประชาธิปไตย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเข้าสู่บรรยากาศเลือกตั้ง การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนกลับยังคงเกิดขึ้นอย่างน่ากังวล ข้อเรียกร้องของพีมูฟล้วนมุ่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยความรับผิดชอบ ไม่ใช่ตอบโต้ด้วยการคุกคามหรือดำเนินคดี

น.ส.ปรานม กล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ต้องรับรองสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ในรัศมี 50 เมตรหรือที่ใดก็ตาม เพราะสิทธิเหล่านี้คือรากฐานของสังคมที่ยุติธรรมและเท่าเทียม

“เราขอเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐทุกฝ่าย รวมทั้งศาล เคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องอย่างสันติ เพื่อให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง” น.ส.ปรานม กล่าว

สำหรับที่มาที่ไปของคดีนี้สืบเนื่องจากการชุมนุมของพีมูฟเมื่อเดือน ก.พ. 2567 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่ดินตามที่เคยสัญญาไว้ การชุมนุมเริ่มตั้งแต่วันที่ 5–28 ก.พ. 2567 รวม 24 วัน ทั้งนี้ตลอดช่วงเดือน ต.ค.-เม.ย. 2568 มีสมาชิกพีมูฟถูกดำเนินคดีรวมอย่างน้อย 4 คดี มีผู้ถูกกล่าวหา 17 คน ทั้งหมดถูกตั้งข้อหาเดียวกันกับนายธีรเนตรและนายจำนงค์.