เมื่อวันที่ 13 พ.ย. เวลา 10.30 น. ที่โรงแรมทีเค พาเลซ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนหญิง เครือข่ายสตรี 4 ภาค และเครือข่ายพัฒนากลไกสหวิชาชีพพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ “HOW to…นักการเมืองหญิง ร่วมผลักดัน ท้องถิ่น ชุมชน จัดการความรุนแรงในครอบครัว 24 ชั่วโมง” โดย ผศ.รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคเพื่อไทย นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ รองประธานกรรมาธิการกฎหมาย ยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สส.พรรคประชาชน เขต 11 กทม. และนางสาวรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นางสาวศศินันท์ กล่าวว่า ตนให้ความสำคัญเรื่องนี้ตั้งแต่ยังไม่ได้เป็น สส. พอได้มาเป็น สส. ก็ผลักดันเต็มที่ ทั้งนี้ในการแก้ไขปัญหาเริ่มต้นทุนจากพรรคการเมืองต้องเห็นความสำคัญของปัญหานี้ไปในทิศทางเดียวกัน เข้าใจตรงกัน และส่งเสริมให้มี สส.ผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้การผลักดันนโยบายคุ้มครองแก้ปัญหาความรุนแรงมีความคืบหน้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคไหนก็ผลักดันต่อแน่นอน ส่วนข้อเสนอจากเวทีนี้นั้นทางพรรคจะนำเข้าไปหารือเพื่อกำหนดเป็นนโยบายสำหรับหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนเรื่องแก้กฎหมาย จัดสรรงบฯ เพิ่มบุคลากร ต้องใช้เวลาระยะยาวในการผลักดัน แต่เมื่อทุกพรรคตรงกันแล้วดันไม่ยาก สิ่งสำคัญต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสังคมจะทำให้การผลักดันการแก้ปัญหาเหล่านี้มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น

นางสาวศศินันท์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นทั้งในสังคม และยอมรับว่าในกลุ่มนักการเมืองก็มี ดังนั้นพรรคการเมืองต้องไม่เพิกเฉย ไม่เช่นนั้นสังคมก็จะเพิกเฉยด้วย จึงเห็นว่าวงเสวนาวันนี้ควรมีการทำสัญญาใจร่วมกันว่าจะผลักดันนโยบายป้องกัน แก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงอยากเห็นในการดีเบตแคนดิเดตนายกฯ ครั้งหน้าว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร  ตลอดจนการส่งเสริมให้มี สส.หญิง และคนทำงานระดับต่างๆ ที่เป็นผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น และส่งเสริมผู้ชายให้เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ส่วนพรรคประชาชนแทบจะเป็นหนึ่งในการหาผู้สมัครของพรรค รวมถึงจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรคเด็ดขาด นอกจากนี้เห็นว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ควรบรรจุเรื่องนี้เข้าไปด้วย

“เมื่อก่อนคนไม่อยากยุ่งเรื่องควานรุนแรงในครอบครัว เพราะภาษาวัยรุ่นบอกเดี๋ยวจะได้กินอาหารหมา แต่ตอนนี้ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง การเกิดเหตุการณ์ขึ้นจะโยงไปถึงปูมหลังตั้งแต่ตอนเด็กของผู้ทำและถูกกระทำที่มองว่าการตีคือความรัก พ่อ แม่ ครูตี อยากให้ได้ดี วันนี้สามีตีก็เพราะรัก ซึ่งเป็นข้อมูลจริงที่เราได้มาจากการสอบข้อเท็จจริง เป็นที่มาว่าทำไมจึงไม่ออกจากสถานการณ์นั้น ซึ่งหากผ่านกฎหมายไม่ตีเด็กออกมา คนก็จะเข้าใจได้ คนรุ่นใหม่เห็นว่าการถูกตีวัยเด็กส่งผลตอนโตจริงๆ” นางสาวศศินันท์ กล่าว 

ผศ.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ และทำมาตั้งแต่สมัยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลก่อน ซึ่งกำกับดูแลท้องถิ่นอยู่ ได้นำร่องอบรมให้ความรู้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และปกครองท้องถิ่น ให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ของการเป็นผู้แก้ปัญหาความรุนแรง ไม่ใช่แค่เป็นผู้รับรู้ปัญหาแล้วมองว่าเป็นเรื่องในครอบครัว เมื่อเข้าใจแล้วจะเปลี่ยนจาก “ผู้เห็น เป็นผู้ห่วง” มีการจัดสรรงบฯ เพียงพอ ดังนั้นในระยะเวลาอันสั้นของรัฐบาลจะประกาศนโยบายติดอาวุธให้เจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัด ส่วนระระยาวที่เสนอมานั้นเราพร้อมสนับสนุน แต่การเมืองไทยไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะหากพรรคร่วมแตกเป็นสิบๆ พรรค การมีนายกฯ มาคุมรมต.จากพรรคอื่นก็ไม่ง่าย ดังนั้นที่ทำได้คือแอ๊คชั่นตามสิทธิ แต่สิ่งสำคัญคือทุกพรรคการเมืองมีนโยบายเรื่องนี้ตรงกัน รวมถึงปรับทัศนคติตั้งแต่ระดับครอบครัว สังคมให้เข้าใจว่าความรุนแรงไม่ใช่เรื่องของชาวบ้าน

ทพญ.ศรีญาดา กล่าวว่า ในนามพรรคเพื่อไทย ตอนนี้กำลังรวบรวมนักการเมืองรุ่นใหม่ทั้งหญิง ชาย มาทำนโยบายไปสู่การผลักดันต่อในสมัยหน้า ซึ่งจะนำข้อเสนอของวันนี้เข้าไปพิจารณาด้วย และเห็นด้วยว่าเรื่องนี้ต้องเป็นวาระชาติ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้กรรมาธิการกฎหมายมีการศึกษาเรื่องความรุนแรงพบว่า ปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น จากนี้จะมีการเสนอการแก้ปัญหาต่อสภา แต่หากไม่ผ่านก็อาจจะทำในนามพลังสตรี ทั้งนี้พรรคเพื่อไทย สมัยรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ให้ความสำคัญเรื่องนี้และมองว่าความจนเป็นสาเหตุหนึ่งของความรุนแรง จึงส่งเสริมการทำงานของสตรี และคนในครอบครัว ลดภาระค่ารักษา และร่วมดูแลทางด้านสุขภาพจิตต่างๆ ส่วนเมื่อเกิดเหตุรุนแรงขึ้นก็ต้องมีหน่วยงานเข้าไปดูแลทั้งร่างกาย และจิตใจ ส่วนการป้องกันต้องเริ่มจากการตรวจตราในชุมชน โดยเครือข่ายอาสาสมัคร จัดสรรงบฯ เป็นต้น 

นางสาวรัดเกล้า กล่าวว่า การแก้ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ไม่ควรแยกออกจากประเด็นอื่น และไม่ควรมองเป็นแค่เรื่องทางสังคมเท่านั้น แต่ปรับใหม่ให้มองว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะคนเป็นทรัพยากรสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทุกพรรคการเมืองมีนโยบายเดียวกันดีที่สุด ไม่ว่าพรรคไหนเป็นรัฐบาลก็จะสามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป และถ้ามีนโยบายกลางให้ทุกพรรคเอาไปได้ใช้ ตนเห็นว่ามี 3 ข้อคือ 1. ตั้งงบฯ ดูแลปัญหาทางเพศ 2. ข้อมูลบิ๊กดาต้า เพื่อออกแบบการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด และ 3. โควตาให้คนที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนี้ต้องบอกว่าเป็นพรรคสตาร์ทอัพ ที่อยากได้คนรุ่นใหม่มาร่วมทำงาน แต่การตั้งชื่อตำแหน่งของตนให้เป็นรองหัวหน้าพรรคทำภารกิจสิทธิเด็ก สิทธิสตรี และความยั่งยืน ช่วงแรกอาจมองว่าเชย ล้าสมัย แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค บอกว่าให้คงไว้ เพื่อให้เห็นว่า เราจะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง.