สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. (GISTDA) เปิดเผยผลการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นประเทศไทย ระหว่างวันที่ 7 – 13 ตุลาคม 2568 จากภาพถ่ายดาวเทียมพบพื้นที่ประสบอุทกภัยรวมประมาณ 3,476,800 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่รายจังหวัดบางส่วนภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบพื้นที่ปลูกข้าวได้รับผลกระทบ 641,520 ไร่ และประชาชนได้รับผลกระทบ 722,720 คน 8,110 ครัวเรือน โดยประมาณ

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการระบายน้ำ ร่วมกับปริมาณฝนที่ตกสะสม และมีน้ำ ทะเลหนุนเป็นบางช่วง อาจส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นได้อีก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุถึงสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากน้ำไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคกลาง อาทิ อุทัยธานี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เป็นต้น ทำให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้าง และประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง จึงได้กำชับ ให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้าง กรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลาและจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน ยังได้จัดแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายของที่อยู่อาศัยหรือการฟื้นฟูอาชีพภายหลังน้ำลดของลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อน มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดทำโครงการเงินกู้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจได้รับความช่วยเหลือในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือฟื้นฟูอาชีพหลังประสบภัย โดยสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจในพื้นที่ประสบภัยหรือมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ประสบภัย ตามประกาศของจังหวัดที่กำหนดเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อให้บริการเงินกู้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ สูงสุดไม่เกินสหกรณ์ละ 20 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ระยะเวลาการส่งชำระคืนสูงสุดไม่เกิน 5 ปี
ขณะที่เพจทนายคู่ใจ ให้ข้อมูลทางกฎหมายว่า
1. “น้ำท่วม” คือเหตุสุดวิสัยตามกฎหมายแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 และหลักทั่วไปของกฎหมายแรงงานเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของคู่สัญญา เช่น ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือพายุถือเป็น “เหตุสุดวิสัย” (Force Majeure) ถ้าลูกจ้างไม่สามารถมาทำงานได้เพราะน้ำท่วมบ้าน เส้นทางถูกตัดขาด หรือรถโดยสารหยุดให้บริการ ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างนายจ้างจึง ไม่มีสิทธินับเป็นการขาดงานหรือออกใบเตือนทางวินัยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เคยประกาศชัดหลายครั้งว่า
“การหยุดงานเนื่องจากน้ำท่วม ไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่ และนายจ้างไม่มีสิทธิลงโทษทางวินัย”
2. ประเภทการลาที่ใช้ได้ในกรณีน้ำท่วม แม้กฎหมายแรงงานจะไม่มีคำว่า “ลาน้ำท่วม” โดยตรง
แต่สามารถใช้สิทธิ ลากิจกรณีฉุกเฉิน (Emergency Leave) ได้เพราะน้ำท่วมเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ลูกจ้างควรรีบ แจ้งหัวหน้างานหรือฝ่ายบุคคลโดยเร็วที่สุด
อาจแจ้งทางโทรศัพท์ ข้อความ หรือไลน์ พร้อมหลักฐาน เช่น ภาพน้ำท่วมบ้านหรือถนนจากนั้นเมื่อกลับมาทำงาน ควรยื่นใบลากิจให้ถูกต้องตามระเบียบบริษัหากนายจ้างใจดี อาจอนุญาตให้ใช้วันลากิจที่ได้รับค่าจ้าง หรือวันลาพักร้อนคงเหลือ
แต่ถ้าไม่มีสิทธิวันลาเหลือเลย บริษัทอาจให้ลาโดยไม่รับค่าจ้าง (Leave without pay) แต่ต้องไม่ถือว่าเป็นการขาดงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร
3. ค่าจ้างในวันที่น้ำท่วม นายจ้างต้องจ่ายหรือไม่?ในหลักกฎหมายแรงงานทั่วไป
“ไม่มีงานให้ทำเพราะเหตุไม่ใช่ความผิดของลูกจ้าง นายจ้างยังต้องจ่ายค่าจ้าง”หากลูกจ้างพร้อมจะทำงานแต่ติดน้ำท่วมบริษัทไม่ควรหักค่าจ้างโดยไม่มีเหตุสมควรเว้นแต่จะมีการตกลงว่า “เป็นการลาไม่รับค่าจ้าง” อย่างชัดเจนแต่ถ้าเกิดกรณีใหญ่ เช่น โรงงานถูกน้ำท่วมจนหยุดกิจการทั้งหมดนายจ้างสามารถอ้างตาม มาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541โดยแจ้งลูกจ้างและกรมสวัสดิการฯ ล่วงหน้า 3 วัน
และจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่า ร้อยละ 75 ของค่าจ้างต่อวันจนกว่าจะกลับมาทำงานได้ตามปกติ
4. ข้อควรระวัง: แจ้งลาช้า = ละทิ้งหน้าที่แม้น้ำท่วมจะเป็นเหตุสุดวิสัย แต่ลูกจ้างก็ต้อง “แจ้งเหตุให้ทันเวลา”เพราะ มาตรา 119 (5) ของกฎหมายแรงงานกำหนดว่าหากลูกจ้างละทิ้งงานติดต่อกัน 3 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควรนายจ้างมีสิทธิโดนเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
ศาลฎีกาเคยตัดสินคดี (ฎีกาที่ 18891-18896/2557)ว่าลูกจ้างไม่มาทำงานเพราะน้ำท่วมบ้าน แต่ไม่แจ้งนายจ้างหลายวันแม้จะมีน้ำท่วมจริง แต่ศาลถือว่า “ละทิ้งหน้าที่” เพราะไม่แจ้งล่วงหน้าดังนั้นต้อง แจ้งทันทีที่รู้ว่าจะมาทำงานไม่ได้และควรมีหลักฐาน เช่น รูปถ่ายหรือประกาศจาก อบต. หรือข่าวท้องถิ่นแนบไว้ด้วย



