เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 68 ดร.นพดล กรรณิกา อดีตผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองทัพบก ปี 2557 และศิษย์เก่าด้านการจัดการนโยบาย-ยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัย จอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา หลักสูตรเรียนร่วม คณะนายทหาร ระดับ Joint Chiefs of Staff (JCS) กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มิสเตอร์ จิม เรื่อง ชัยชนะของไทย ในสมรภูมิที่ไม่จำเป็นต้องมีเสียงปืน

เนื้อหาระบุว่า “ชายแดนไม่เคยห่างจากจุดเดือด” เหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับทุ่นระเบิด ที่ศรีสะเกษเมื่อเช้าวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 แม้เป็นเพียง “เสียงระเบิดหนึ่งครั้ง” แต่ผลกระทบต่อความมั่นคงระดับรัฐชาติกลับดังไปไกลกว่านั้นมาก มันคือ “สัญญาณ”มันคือ “เกมนิ่งที่ไม่เคยนิ่ง” และมันคือ “สนามที่กำลังทดสอบความฉลาดเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย”

ดร.นพดล กรรณิกา

การที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศ หยุดทุกข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วมไทย–กัมพูชา และชะลอการส่งคืนเชลยศึก 18 นายทันที คือการส่งสัญญาณทางยุทธศาสตร์ที่ “คม ชัด และถูกจังหวะ” อย่างที่สุดในทางความมั่นคงระหว่างประเทศ ในฐานะผู้ศึกษายุทธศาสตร์กับเจ้าหน้าที่ระดับ JCS ที่ Pentagon ผมขอวิเคราะห์ว่า นี่คือ Strategic Pause หรือ การหยุดเชิงยุทธศาสตร์ ที่ทรงพลังมากกว่าการยิงลูกระเบิดใส่ข้าศึกศัตรู

1. ชัยชนะโดยไม่ต้องรบ: หลักยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องยึดให้มั่น
ในยุคปัจจุบัน “สงคราม” ไม่ได้อยู่ที่ป่าเขาพระวิหาร หรือช่องบก–ช่องอานม้าเท่านั้น แต่ยังอยู่ใน…
– การเจรจาระดับผู้นำ
– การจัดการข้อมูลข่าวสาร
– การสร้างมติทางสังคม
– การสร้าง legitimacy (ความชอบธรรม) บนเวทีโลก
– และการทำให้ฝ่ายตรงข้าม “เสียต้นทุนทางยุทธศาสตร์” โดยไม่ต้องยิงแม้แต่กระสุนนัดเดียว
นี่แหละคือ ชัยชนะโดยไม่ต้องรบ ตามหลักการของ ซุนวู Sun Tzu และยังเป็นหลักคิดที่ JCS ใช้ในการรักษาเสถียรภาพโลกตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

2. เหตุระเบิดไม่ใช่ “อุบัติเหตุทางยุทธศาสตร์”
เหตุระเบิดที่เกิดขึ้น 7 ครั้งในรอบ 5 เดือน โดยมีลักษณะสำคัญคือ
– ใช้ทุ่นระเบิด PMN-2 ซึ่งไทยไม่เคยมียุทโธปกรณ์ชนิดนี้
– เกิดในพื้นที่ที่ไทย–กัมพูชากำลังเจรจาลดอาวุธ
– เกิด “หลังลงนามถ้อยแถลงร่วม” เพียง 16 วัน
– เกิดก่อนแผนปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมจะเริ่มจริง
สิ่งนี้เข้าข่ายชัดว่า นี่คือ Strategic Disruption – ความพยายามทำให้สถานการณ์เสียสมดุล ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามตั้งใจหรือไม่ ผลลัพธ์คือ ทำให้ไทยมีความชอบธรรมทางยุทธศาสตร์เต็ม 100% ในการ “หยุดทุกอย่างทันที”

3. ทำไมการ “หยุด” ของไทยคือหมากที่เหนือกว่า?
การหยุดทุกกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็น
– การปล่อยเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย
– การขับเคลื่อนถ้อยแถลงร่วม
– กระบวนการลดอาวุธ–ถอนอาวุธหนัก
– แผนเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วม
– การเคลื่อนกำลังบนภาคสนาม
คือกลยุทธ์แบบ Freeze the Board หยุดกระดานหมากทั้งกระดาน และบังคับให้ฝั่งตรงข้ามไม่สามารถเดินเกมต่อได้ นี่คือรูปแบบการรบที่ไม่มีเสียงปืน แต่ได้ผลทางยุทธศาสตร์สูงมาก

ไทยได้อะไรจากการชะลอทุกอย่าง?
1) Recover the Moral High Ground ไทยได้ “เนินสูงทางศีลธรรม” ทันที เพราะไทยเป็นฝ่ายถูกละเมิดจากทุ่นระเบิดที่ไม่ใช่ของตัวเอง นี่ทำให้ไทยสามารถใช้เวทีโลก–อาเซียน–UN กดดันได้โดยไม่ต้องยิงปืนแม้แต่นัดเดียว

2) Neutralize Opponent’s Momentum กัมพูชาเสียโมเมนตัมทางยุทธศาสตร์ จากที่หวังให้ไทยเดินหน้าปล่อยตัวเชลยศึก ตอนนี้ทุกอย่างถูกตี freeze

3) Strategic Narrative Control ตอนนี้ narrative หลักคือ “ไทยถูกคุกคามก่อน – ไทยต้องปกป้องตนเอง” นี่คือ narrative ที่ทำให้ไทยมีคะแนนนิยมทั้งในชาติและต่างประเทศ

4) Preserve Lives การหยุดคือการ “รักษาชีวิตทหารไทย” คือยุทธศาสตร์ของประเทศที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ประเทศที่หลงไปกับเกมของฝ่ายอื่น

5. กลยุทธ์แยบยลแบบไทย ที่ทำให้เราชนะโดยไม่ต้องรบ
(1) Strategic Patience – ชนะด้วยความใจเย็น
การนิ่ง แต่ไม่ยอม คือหลักการที่ JCS ใช้จัดการวิกฤติรัสเซีย–ยูเครน และจีน–ไต้หวัน   ไทยกำลังทำในแบบที่ถูกต้องครบถ้วน

(2) Controlled De-escalation – ลดความร้อนภายใต้การควบคุม
ไทยไม่ escalates (ไม่ยกระดับ) แต่ Freeze ให้สถานการณ์ “หยุดอยู่ในมือไทย”

(3) Credible Threat Without Action – ขู่โดยไม่ต้องยิง
ท่าทีของรัฐบาล–กลาโหม–ทหาร คือ “เราพร้อมเอาจริง แต่เรายังไม่ยิง” นี่คือหมากของประเทศที่มีวินัยทางยุทธศาสตร์

(4) Winning Public Opinion – ชนะใจคนในชาติคือชนะครึ่งสงคราม
ท่าทีรัฐบาลครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนสูง เพราะเป็นการปกป้องทหารไทย ปกป้องอธิปไตย ปกป้องเกียรติภูมิชาติ นี่คือ “ยุทธศาสตร์การสื่อสารความมั่นคง” ที่ทรงพลังมาก

(5) Preserve International Legitimacy – รักษาความชอบธรรมต่อเวทีโลก
เมื่อไทยทำทุกอย่างตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ฝ่ายตรงข้ามจะเสียพื้นที่ทางการทูตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

6. บทสรุปสำหรับสังคมไทย: การรบที่ดีที่สุด คือการไม่ต้องรบ
จากเหตุการณ์นี้ ผมยืนยันตามหลักที่ได้เรียนร่วมกับคณะนายทหารใน Pentagon มาว่า การชนะศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการชนะโดยที่ไม่ต้องรบ — ซุนวู (Sun Tzu) / Modern Strategic Doctrine

จับมือนานาชาติปราบพยศ ‘เขมร’

การหยุดของนายกรัฐมนตรี การชะลอการส่งเชลยศึกของรัฐมนตรีกลาโหม การตอบสนองรวดเร็วของกองทัพ คือ “ชุดยุทธศาสตร์” ที่แสดงถึงไทยในฐานะรัฐชาติที่ มั่นคง สุขุม และไม่ตกเป็นเหยื่อของเกมใคร ประเทศไทยแสดงให้เห็นแล้วว่า เราไม่ได้ต้องการสงคราม แต่เรา พร้อมปกป้องแผ่นดิน ด้วยความฉลาด ความชอบธรรม และความสุขุมเยือกเย็นระดับผู้นำยุทธศาสตร์โลก

จากใจผู้เขียน มอบให้คนไทยทุกคน เพื่อให้เห็นว่า “ประเทศไทยเข้มแข็งกว่าที่คิด และฉลาดกว่าที่หลายฝ่ายประเมินผิด” และเพื่อย้ำว่า เราสามารถรักษาอธิปไตย รักษาชีวิตทหาร และรักษาศักดิ์ศรีชาติ โดยไม่ต้องรบแม้แต่นัดเดียว