บรรยากาศความชื่นมื่นระหว่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีของไทย และ “ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามในถ้อยแถลงร่วมเพื่อปูทางสู่การฟื้นฟูสันติภาพ ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 โดยมีสักขีพยานสำคัญ คือสหรัฐอเมริกา และมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน วันเวลาผ่านไปแค่ 16 วัน ภาพดังกล่าวต้องพังทลายลง เพราะเกิดเหตุทหารไทย 4 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะลาดตระเวนในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2568 หนึ่งในนั้นข้อเท้าขวาขาด

กองทัพบกตรวจพบว่าทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ที่ทหารกัมพูชาลักลอบเข้ามาฝังในดินแดนไทย ที่สำคัญยังพบทุ่นระเบิด PMN 2 อีก 3 ทุ่นบริเวณรอบทุ่นระเบิดที่เกิดเหตุ

นี่ถือเป็นครั้งที่ 7 ที่มีทหารไทยต้องขาขาดจากการเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมเป็น 7 คน และกรณีล่าสุดนี้ยังเป็นการละเมิดปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชาที่มีข้อตกลงเรื่องการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย

หลังเกิดเหตุร้าย รัฐบาลไทยดำเนินการตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาขั้นเข้มข้น ทั้งการระงับส่งตัวทหารกัมพูชาที่เป็นเชลยศึก 18 นาย การชะลอลงนามร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยอนุญาตแรงงานชาวกัมพูชาที่ใบอนุญาตหมดอายุให้อยู่ในไทยได้อีกเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา ระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาร่วมฯ และไทยจัดการกู้ทุ่นระเบิดเอง รวมทั้งเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในเขตอธิปไตยไทยอย่างเต็มที่ ซึ่งในส่วนนี้ถูกตีความราวกับเป็นสัญญาณว่าให้กองทัพใช้อาวุธได้ตามกฎการใช้อาวุธ

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและกฎหมายระหว่างประเทศบางส่วน เสนอแนะว่า ถ้ากองทัพไทยตรวจสอบแล้วมีหลักฐานชัดเจนว่าหน่วยไหนของทหารกัมพูชามาลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ในดินแดนไทย ถือว่าไทยมีสิทธิ์ใช้กำลังอาวุธเพื่อป้องกันตนเอง โดยต้องอยู่ในขอบเขตของความจำเป็นและสัดส่วนที่เหมาะสม และต้องระมัดระวังไม่ให้เข้าทางกัมพูชาลากไทยขึ้นสู่ศาลโลก ขณะเดียวกัน ไทยต้องพร้อมรับมือการตอบโต้จากกัมพูชา

เมื่อสถานการณ์เริ่มคุกรุ่นอีกครั้ง นายกรัฐมนตรีจึงสั่งการให้ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมแผนฉุกเฉินเพื่อรองรับแรงกระแทกหากเกิดเหตุการณ์สู้รบรอบใหม่

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการประท้วงในทุกช่องทางต่อการกระทำของกัมพูชา และส่งหนังสือพร้อมหลักฐานแจ้งต่อประชาคมโลก อาทิ เลขาธิการสหประชาชาติ  สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย รวมถึงญี่ปุ่นในฐานะประธานรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ซึ่งไทยและกัมพูชาอยู่ร่วมรัฐภาคีนี้ แต่กัมพูชากลับละเมิดอนุสัญญาฯ ด้วยการยังคงใช้ทุ่นระเบิด

อีกไม่นานนี้ กำลังจะมีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา สมัยที่ 22 ในวันที่ 1-5 ธ.ค.นี้ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงถือเป็นการบ้านของรัฐบาลไทยว่าจะทำอย่างไรให้ได้แนวร่วมจากรัฐภาคีนี้ ช่วยกดดันและประณามกัมพูชาให้หยุดการกระทำดังกล่าวต่อไทย และจะต้องโน้มน้าวให้หลายประเทศระงับการบริจาคเงินก้อนโตให้กัมพูชาที่มักอ้างว่าต้องการเอาไปใช้เก็บกู้ทุ่นระเบิด  

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่รัฐบาลไทยจำเป็นต้องทำ คือ เร่งดำเนินการหาแนวร่วมจากประเทศต่างๆ ให้มาผนึกกำลังกดดันด้านเศรษฐกิจต่อกัมพูชาด้วยอีกทาง เพื่อให้กัมพูชารู้ซึ้งถึงผลการกระทำของตัวเองจนถูกต่อต้านจากนานาชาติ

เพราะแค่การขึ้นไปยืนร้องเพลงชาติอยู่บนภูมะเขือ ปาดน้ำตาเมื่อเห็นทหารไทยขาขาด ยังไม่เพียงพอต่อการทำหน้าที่ปกปักรักษาอธิปไตยของประเทศไทย.