กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, และสมาคมธนาคารไทย )จัดแถลงข่าวโต้แย้งรายละเอียด พ.รบ.อากาศสะอาดเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 68 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา ระบุว่า มีข้อกังวลเรื่องความซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิม เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 รวมถึงกฎหมายเฉพาะของหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลมลพิษทางอากาศอยู่แล้ว ซึ่งอาจสร้างความซ้ำซ้อนด้านอำนาจหน้าที่ และเพิ่มต้นทุนต่อภาคธุรกิจโดยไม่จำเป็น
ขณะที่วันที่ 14 พ.ย.68 ที่รัฐสภา โดยสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ได้จัดเวทีสาธารณะร่วมสร้าง “อากาศสะอาด”คืนลมหายใจ โดย รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม รองประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ….,ดร.นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท หัวหน้ากลุ่มวิจัยและสนับสนุนงานวิจัยสุขภาพ สำนักวิชาการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, สรชาติ วิชัย สุวรรณพรหม กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด วุฒิสภา, กฤช ศิลปชัย โฆษกกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด
รศ.ดร.คนึงนิจ กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้ไม่ได้เป็นการ “แย่งงาน” ของมาตรา 157 (ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ)หากแต่เป็นการ “เพิ่มฤทธิ์เพิ่มเดช” ให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น หากเจ้าหน้าที่รัฐละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามสิทธิ์ของประชาชนที่กำหนดไว้ กฎหมายฉบับนี้ได้เตรียมกลไกความรับผิดชอบไว้ในหมวด 8, หมวด 9, และหมวด 10 ซึ่งครอบคลุมถึงความรับผิดทางแพ่ง อาญา และพินัย โดยความรับผิดเหล่านี้ไม่จำกัดเฉพาะเอกชนหรือบุคคลทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “เจ้าหน้าที่รัฐ” ด้วย จึงถือเป็นกฎหมายที่ต่อยอดและครอบคลุมการทำงานของ มาตรา 157 ไว้โดยสมบูรณ์
นอกจากนี้ จุดมุ่งหมายสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือการ “ปิดช่องว่าง” หลักการตาม มาตรา 3 ได้มีการอธิบายว่า ถ้าเรื่องใดที่มีกฎหมายเดิมบังคับใช้อยู่แล้ว เช่น กฎหมายสาธารณสุข เช่นกรณีปิ้งย่าง หรือเรื่องอื่น ๆก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายเดิมนั้นไป แต่หากเรื่องใดที่ยังไม่มีกฎหมายเดิมครอบคลุม หรือกฎหมายเดิมมี “มาตรฐานต่ำกว่า” มาตรฐานของกฎหมายใหม่นี้ กฎหมายฉบับใหม่ก็จะถูกนำมาใช้แทน ดังนั้นจึงเป็นการยกระดับมาตรฐานโดยรวมให้สูงขึ้น ซึ่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน โดยหลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ”
สำหรับมาตรการบรรเทาผลกระทบนั้น กฎหมายได้ออกแบบให้มี “กองทุน” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม หลักการสำคัญที่ถูกเน้นย้ำคือ “ผู้ก่อมลพิษจะต้องรับผิดชอบ” (Polluter Pays Principle) โดยมิใช่ปล่อยให้มลพิษเป็นภาระของคนอื่น

หลักการนี้ มีขึ้นเพื่อขจัด “ผู้ได้ประโยชน์ฟรี” (Free Rider) ที่ปล่อยมลพิษและแสวงหาผลกำไรมาตลอดชีวิต โดยไม่เคยรับผิดชอบต่อต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้อื่น การปล่อยให้ประชาชนต้องเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดในขณะที่ผู้ก่อมลพิษลอยนวล ได้ประโยชน์มหาศาล ถือเป็น “ความไม่ยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม” (Environmental Injustice) หรือ “ความไม่ยุติธรรมทางอากาศสะอาด” อย่างร้ายแรง ซึ่ง พ.ร.บ. นี้จะเข้ามาแก้ไขความไม่เสมอภาคนี้
รศ.ดร.คนึงนิจ กลาวว่ากกร.มีความรู้ความเข้าใจเรื่องอากาศสะอาดที่อยู่ในระดับต่ำอย่างมาก เพราะนานาชาติทั่วโลกต่างก็จับตามองประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ESG (Environmental, Social, and Governance), ความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม, และสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้อมรอบโลกอยู่แล้ว ใครที่ไม่เดินตามขบวนนี้คือคนที่ “ตกขบวน”
อย่างไรก็ตาม มี 2 องค์กรใน 3 องค์กรนี้ ที่พยายามเรียกร้องให้มีชื่อของตนเอง ” อยู่ในคณะกรรมการทุกชุดในร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด แม้กระทั่งในคณะกรรมการกำกับการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ การใช้บทบาทของ 2 องค์กรนี้ได้เลยเถิดไปไกลมากหรือไม่ โดยตั้งคำถามจากปวงชนชาวไทยที่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญว่า “ประเทศนี้ไม่ใช่บริษัทใช่หรือไม่” และการพัฒนาประเทศต้องเป็นไปอย่างยั่งยืน
“คนที่อยากเข้ามานั่งเป็นกรรมการหรือดัดแปลงร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด นั้นมีอะไรติดไม้ติดมือมาเพื่อ “ฟอกเขียว” หรือไม่”รศ.ดร.คนึงนิจ ตั้งคำถาม
อย่างไรก็ตามพ.ร.บ.นี้ มีบรรเทาผลกระทบนั้น กฎหมายได้ออกแบบให้มี “กองทุน” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม หลักการสำคัญที่ถูกเน้นย้ำคือ “ผู้ก่อมลพิษจะต้องรับผิดชอบ” (Polluter Pays Principle) โดยมิใช่ปล่อยให้มลพิษเป็นภาระของคนอื่น
การดำเนินการตามหลักการนี้ มีขึ้นเพื่อขจัด “ผู้ได้ประโยชน์ฟรี” (Free Rider) ที่ปล่อยมลพิษและแสวงหาผลกำไรมาตลอดชีวิต โดยไม่เคยรับผิดชอบต่อต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้อื่น การปล่อยให้ประชาชนต้องเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดในขณะที่ผู้ก่อมลพิษลอยนวล ถือเป็น “ความไม่ยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม

ด้าน ดร.นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบขนาดของปัญหา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เป็นตัวอย่าง ซึ่งมีผู้เสียชีวิตในประเทศไทยรวม 30,000 คน ภายในระยะเวลา 3 ปี (เฉลี่ยปีละ 10,000 คน) แต่สถานการณ์มลพิษทางอากาศนั้น มีสเกลความรุนแรงที่สูงกว่ามาก โดยมีการประมาณการณ์ผู้เสียชีวิตถึง ปีละ 70,000 คน นี่จึงเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่สิ้นสุด
อย่างไรก็ตาม แม้หน่วยงานราชการจะทำงานอย่างเต็มที่ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายประกาศภาวะฉุกเฉินตามกฏกระทรวง แต่ภายใต้กฎหมายเดิม กลไกต่าง ๆ ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการปกป้อง “กลุ่มเปราะบาง” ต้องการการแจ้งเตือนและการคุ้มครองที่เฉพาะเจาะจงมากกว่ากลุ่มอื่น นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของกฎหมายฉบับใหม่ ที่จะเข้ามาช่วยให้การปฏิบัติงานของข้าราชการสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และเปลี่ยนจากการทำงานแบบตั้งรับเป็นการทำงานเชิงรุกได้อย่างแท้จริง โดยกฎหมายฉบับนี้ได้วางรากฐานหลักการสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องเคารพ ดังนี้1. สิทธิที่จะรู้ 2.สิทธิที่จะเข้าถึงประชาชนต้องทราบว่าในพื้นที่ของตน มีแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศใดบ้าง (เช่น โรงงานใกล้เคียงปล่อยสารอะไรออกม และสิทธิที่จะมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ 3.สิทธิที่จะรู้และร่วมตัดสินใจโครงการในอนาคต ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะรับทราบล่วงหน้าว่ากำลังจะมีโครงการใด ๆ เข้ามาในพื้นที่หรือไม่ และต้องได้รับข้อมูลที่จำเป็นเพื่อร่วมตัดสินใจว่าการตั้งโรงงานหรือโครงการใหม่นั้น
ขณะ กฤช ให้มุมมองของฝ่ายนิติบัญญัติ ได้ยืนยันว่าผลกระทบมีทั้ง ทางบวกและทางลบ ผลกระทบในทางบวกคือ พี่น้องประชาชนจะได้รับเครื่องมือและสิทธิ์ในการเข้าถึงอากาศสะอาดที่ชัดเจนยิ่งขึ้นส่วนผลกระทบในทางลบจะเกิดขึ้นกับ ผู้ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากการปล่อยมลพิษแบบฟรี มาก่อน ซึ่งตอนนี้กำลังจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายที่เคยถูกละเว้นไว้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ เป็นธรรม

สรชาติ วิชัย สุวรรณพรหม กล่าวว่า ร่างกฎหมายเดิมมี 103 มาตรา แต่มีการเพิ่มเติมนับตั้งแต่ขั้นตอนที่มาจากภาคประชาชน จนกลายเป็น 273-274 มาตรา วุฒิสภารับบทหนักในการทำหน้าที่เป็น ผู้กลั่นกรองกฎหมาย โดยจะพิจารณาว่ามาตราใดที่สมควรแก้ไขหรือไม่ มาตราใดไม่จำเป็นต้องแก้ไขและผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว วุฒิสภาจะไม่ต้องโหวตซ้ำอีก สามารถผ่านไปได้เลย
“เชื่อว่ามาตราที่จะมีการแก้ไขในวุฒิสภาจะมี ไม่น่าเกิน 10 มาตรา และจะมีการอภิปรายเฉพาะมาตราที่ถูกแก้ไขเท่านั้น” สรชาติ วิชัย สุวรรณพรหม กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด กล่าวยืนยัน
///



