กลายเป็นปรากฏการณ์สั่นสะเทือนชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และการตั้งข้อสงสัยว่า “ส่วย” เริ่มต้นจากตรงไหน…กำลังถูกท้าทายด้วยข้อมูลที่สาวไส้กันเดือด
“ทีมข่าวอาชญากรรม” ได้รับคำอธิบายแบบตรงไปตรงมาจาก พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม กับบทบาทติดตามระบบตำรวจมายาวนาน ยืนยันเรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่ฝังรากลึกอย่างเป็นระบบมาหลายทศวรรษ ส่วนระบบส่วยเริ่มต้นตั้งแต่ตอนไหน จริงหรือไม่ที่ว่ากันว่าปลูกฝังตั้งแต่นักเรียนนายร้อย
เรื่องนี้ พ.ต.อ.วิรุตม์ ระบุ สอนเป็นวิชาอย่างเป็นทางการ “ไม่มีทางมี” แต่ในโลกความจริง มักแอบสอน แอบบอกต่อกันในหมู่รุ่นพี่–รุ่นน้อง หรืออดีตตำรวจที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเด็กนายร้อย การบอกต่อกันว่า “ใช้ชีวิตในระบบต้องทำอย่างไร” ไม่ใช่การเรียนในหลักสูตรราชการ แต่เป็น “ธรรมเนียมใต้ดิน” ถ้ามีการสอนเป็นระบบจริง ๆ ก็เทียบได้กับการสร้าง “องค์กรโจร” แล้ว

ส่วยอยู่ระดับใดขององค์กร ?
ส่วยคือเรื่องของตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ชั้นผู้น้อยส่วนใหญ่มักเป็น “ผู้รับสินบน” จากผู้กระทำผิด เช่น บ่อน หวยใต้ดิน สถานบันเทิง-รถบรรทุกผิดกฎหมาย ไปจนถึงคดีที่ตำรวจไม่มีอำนาจรับผิดชอบด้วยซ้ำ เช่น คดีละเมิดเครื่องหมายการค้า เงินทั้งหมดถูกรวบรวมแล้วส่งขึ้นไปตามสายการบังคับบัญชาทุกเดือน นี่จึงเป็นวงจรส่วยที่ผูกติดกับตำแหน่งและสายบังคับบัญชาโดยตรง
ทั้งนี้ ประเด็นการถ่ายทอดวิชาในองค์กร มีแบบใต้ดินแน่นอน ไม่ใช่หลักสูตรราชการ แต่เป็น “มรดกปีศาจ” ที่รุ่นพี่สอนรุ่นน้อง เพื่อนสอนเพื่อน พูดกันเป็นวัฒนธรรมสืบทอดต่อกันมาหลายรุ่น ไม่ต้องสอนในห้องเรียน แต่สอนกันในระบบเงาเสียมากกว่า
ความจริงที่ปิดไว้ เลว…ร้ายกว่าเยอะ
สิ่งที่เปิดเผยในวงกรรมาธิการ สะท้อนความเน่าเฟะของระบบอย่างเป็นรูปธรรม เพราะครั้งนี้มีหลักฐานเส้นเงินโอนเข้าบัญชีตำรวจชัดเจน เช่น กลุ่ม “พิมพ์พิไล” โอนให้ตำรวจ 30–40 คน หรือกลุ่ม “คุณต่อศักดิ์” อีกเซตกว่า 200 คน นี่เป็นเพียงส่วนที่มีหลักฐาน แต่ส่วยอีกมากไม่มีเส้นเงินดิจิทัลให้ตรวจ
พ.ต.อ.วิรุตม์ มองการที่ครั้งนี้มีผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององค์กรถูกกล่าวหาว่า ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงที่สุด เพราะความจริงที่ยังถูกปิดไว้ เลวร้ายกว่านี้อีกมาก แต่ไม่ถูกเปิดเผยเพราะไม่มีใครกล้าพูด เรื่องนี้เป็นความผิดอาญาโดยตรง ซึ่งนายกฯ ควรต้องเป็นผู้ดำเนินการ
“การบอกว่านี่เป็นยุคตกต่ำที่สุดยังไม่ถูกต้อง เพราะความเลวจริง ๆ ยังไม่ถูกเปิดออกมา ความจริงในวงการตำรวจมักโผล่ขึ้นมาเฉพาะตอนที่ ตำรวจทะเลาะกันเอง หากไม่มีความขัดแย้งภายใน ระบบส่วยก็คงถูกปิดบังต่อไป”

เว็บพนัน “ซื้อใจ” กันแบบไหน ?
พ.ต.อ.วิรุตม์ ให้คำตอบว่า “เงิน” ล้วน ๆ และเป็นระบบมากกว่าที่เห็น หน่วยที่มีอำนาจโดยตรง คือ ตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลว่าใครเปิดเว็บอะไร อยู่ที่ไหน ติดต่ออย่างไร ต่างจากตำรวจท้องที่ที่ดูแลแค่บ่อนพนันออฟไลน์-วงไพ่งานศพ-งานวัด ไม่ได้กว้างขวางเท่าออนไลน์
“ปัจจุบันเว็บพนันมีเป็นพัน ๆ เว็บ ระบบนี้เกิดจากการทุจริตสะสมกัน 5-6 ปี จนกลายเป็นเครือข่ายอาชีพที่ทำงานเป็นระบบ ยิ่งปล่อยนานยิ่งรากลึก จึงยากที่จะเลิกได้”
อาชญากรรมทุกประเภท ถ้าจัดการตั้งแต่ต้นมันจะสงบไปเอง แต่ระบบไทยชอบทำแบบ “กวาดล้าง” ซึ่งจริง ๆ คือ การยอมรับว่าปล่อยให้มัน “สกปรก” จนล้นแล้วค่อยมาเก็บ การทำงานของตำรวจต้องทำทุกวัน ไม่ใช่รอถึงฤดูกาลกวาดล้าง
แฉกลเกมวางหมากบัญชีม้า–เส้นเงินเว็บพนัน
เรื่องนี้เบื้องหลังจะมีตำรวจบางกลุ่ม ที่ถูกเรียกว่า “ตำรวจโจร” เป็นผู้ติดต่อและจัดการ เช่น กรณีพิมพ์พิไลก็มีตำรวจใกล้ชิดไปติดต่อโดยตรง ตำรวจกลุ่มนี้จะทำหน้าที่รับเงินโอนผ่านบัญชีต่าง ๆ แล้วเบิกออกเป็นเงินสดเข้ากระเป๋า ก่อนส่งต่อขึ้นบนเส้นสาย
ส่วนผู้ที่ให้บัญชี เช่น คุณพิมพ์พิไล แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับเว็บพนันโดยตรง แต่เข้าข่ายสมคบฟอกเงิน คำถามคือ ทำไมตำรวจ 30-40 คน หรือกระทั่งกว่า 200 คน ที่มีชื่อในเส้นเงินยังไม่ถูกดำเนินคดี ทั้งที่ผู้ให้บัญชีสามารถยืนยันชื่อ-ยืนยันตำแหน่งได้ คำตอบเพราะตำรวจชั้นผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งก็มีส่วนรู้เห็นและได้ส่วนแบ่ง การดำเนินคดีจึงจะทำให้เรื่อง “บานปลาย” และอาจโยงไปถึงหลักพันคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขากลัวที่สุด

สงสัยระบบตำรวจ ปราบหรือปกป้อง?
หน่วยที่ควรตรวจสอบ คือ ตำแหน่ง “จเรตำรวจ” แต่สิ่งที่ตรวจคือ เรื่องเล็ก ๆ เช่น ตรวจผังแถว, ตรวจหมวก, ตรวจเสื้อผ้า ตรวจเครื่องหมาย แต่เรื่องที่ประชาชนเดือดร้อนจริง เช่น ไม่รับแจ้งความ, ไม่รับคำร้องทุกข์ การเก็บส่วยหวย-บ่อน-สถานบันเทิง ไม่เคยตรวจ
พร้อมตั้งคำถามถึงเวลาควรสัมภาษณ์จเรตำรวจมากกว่าว่า เคยตรวจพบอะไรบ้างในรอบหลายสิบปี เพราะในโลกความจริง จเรตำรวจก็อยู่เป็นในระบบเดียวกัน และตรวจแบบ “อิ่มจังตังอยู่ครบ”
ส่วนคำถามหลายคนถูกกล่าวหายังปฏิบัติงานได้ตามปกตินั่นเป็นเพราะระบบแย่ตั้งแต่โครงสร้าง ถ้าเป็นเอกชนแค่มีคนร้องทุจริต พรุ่งนี้ก็ต้องพักงานแล้ว แต่ตำรวจจะใช้วิธีอ้างว่าคดียังไม่ถึงที่สุด ต้องรอตรวจสอบ ต้องรอ ป.ป.ช. และต้องรอศาล จนสามารถยื้อเวลาได้ 7-8 ปี เพียงเพราะต้องรอคดี “ถึงที่สุด” ทั้งที่จากชั้นไต่สวน ป.ป.ช. ไปจนถึงศาลฎีกาใช้เวลาอย่างต่ำ 5-8 ปี ด้วยวิธีนี้ ทำให้ตำรวจจำนวนมาก “ไม่กลัวอะไรเลย” เพราะระบบยื้อเวลา
“ไม่ใช่แค่ตำรวจที่ต้องยกเครื่อง แต่ ป.ป.ช. ก็ต้องปฏิรูป ทั้งกระบวนการ กฎหมาย และองค์ประกอบการตรวจสอบ การอ้างว่า “เรื่องเยอะ ทำไม่ทัน” ไม่ใช่ข้อแก้ตัว เพราะมีหน้าที่ป้องกันปราบปรามทุจริต ถ้าดำเนินคดีเด็ดขาดเพียง 1-2 คดี ระบบก็สงบไปเอง”

เมื่อเก้าอี้สูงสุดถูกกล่าวหา ใครจะตรวจสอบ?
พ.ต.อ.วิรุตม์ ชี้กระบวนการคดีอาญา คือ การตรวจสอบ ไม่ว่าจะพนักงานสอบสวน อัยการ ศาล ต่างเป็นกลไกที่เข้มข้นที่สุด การตรวจสอบทางวินัยภายในองค์กรไม่ต่างอะไรจาก “พิธีกรรม” เพราะผู้มีอำนาจสามารถปั้นแต่งได้ และไม่ได้เข้าสู่กระบวนการสอบสวนจริงจังเมื่อเป็นความผิดอาญา การตรวจสอบโดยตำรวจด้วยกันเองแทบไม่มีความหมาย
ขณะรายชื่อตำรวจกว่า 200 นายที่ถูกกล่าวหาจะมีการเปิดเผยสู่สาธารณะหรือไม่ เรื่องนี้แนะว่าต้องไปถาม ผบ.ตร. แต่ให้คาดเดาคงไม่เปิดเผย ถ้าเปิดก็ถือว่าจริงใจ แต่ที่ผ่านมาอ้างเรื่องความลับ เปิดไม่ได้ ทั้งที่ประชาชนทั่วไปถูกจับยังถูกเปิดเผยชื่อ–ภาพ–ทำแผน หากไม่เปิดเผยเท่ากับไม่มีความจริงใจ หรืออาจมีส่วนได้เสีย ไม่อยากให้เรื่องโยงกลับมา เพราะในรายชื่อนั้นอาจไปถึงหลักพันคนในระบบ คำถามสำคัญ คือ จะกลัวองค์กรเสียหายทำไม คนผิด 10 คน ก็ควรเป็น 10 คน แต่ที่ผ่านมาตำรวจแทบไม่ถูกจับเลย
ขณะเดียวกันก็ไม่เคยได้ยิน ไม่มีนายพล หรือแม้แต่ระดับสัญญาบัตร-ประทวน ถูกจำคุกจากคดีรับส่วย หรือทุจริต สาเหตุเพราะกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในองค์กร ถูกใช้เพื่อคุ้มครองมากกว่าตรวจสอบ
“หลักฐานถูกทำลาย พยานถูกเปลี่ยน ไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ ไม่มีวัตถุพยานแน่นหนา ตำรวจที่ก่ออาชญากรรมเอง สอบสวนเอง ผู้บังคับบัญชา ซึ่งบางครั้งเป็นผู้รับส่วยก็เป็นคนตรวจสอบเอง สุดท้ายจบที่ไม่เคยมีใครติดคุกเรื่องส่วยเลย”
พ.ต.อ.วิรุตม์ ยังทิ้งท้ายวงกรรมาธิการที่อาจเทียบไม่ได้บทบาทรัฐบาล เมื่อเรื่องนี้หากเป็นนายกฯ หรือผบ.ตร.พูดเพียงคำเดียว ระบบสามารถเปลี่ยนได้ แต่ที่เห็นคือการเป็นแค่ข่าวด่ากันไปมา ที่ประชาชนก็ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดอยู่ดี.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



