วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความจากเพจ กรมอนามัย โดย: กองส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ ได้เขียนถึง  “ว่านหางจระเข้” สามารถช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนและลดการอักเสบจากพิษแมงกะพรุนไฟได้ แต่หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว แต่หลายคนจะคุ้นเคยกับคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้น้ำส้มสายชูในการดับพิษ น้ำส้มสายชูจะมีประสิทธิภาพมากกับ “แมงกะพรุนกล่อง”

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกแมงกะพรุนไฟต่อยคือ:

  • ออกจากน้ำทันที: เพื่อป้องกันการถูกต่อยซ้ำ
  • อย่าถูหรือขูดบริเวณที่ถูกต่อย: เพราะอาจทำให้เข็มพิษที่ยังคงอยู่บนผิวหนังปล่อยพิษออกมาเพิ่มขึ้น
  • ล้างด้วยน้ำทะเล: ล้างบริเวณที่ถูกต่อยด้วยน้ำทะเล (ไม่ใช่! น้ำจืดหรือน้ำก๊อก เพราะจะกระตุ้นให้เข็มพิษปล่อยพิษเพิ่มขึ้น)
  • กำจัดหนวดแมงกะพรุน: หากมีหนวดแมงกะพรุนติดอยู่ ให้ใช้แหนบหรือวัสดุแข็งๆ เช่น บัตรเครดิต ค่อยๆ เขี่ยออก อย่าใช้มือเปล่า
  • ประคบด้วยน้ำร้อน: มีงานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า การประคบด้วยน้ำร้อน (อุณหภูมิประมาณ 40-45 องศาเซลเซียส หรือเท่าที่ทนได้) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดและช่วยยับยั้งพิษของแมงกะพรุนบางชนิดได้ การแช่ในน้ำร้อน 20-45 นาทีก็ช่วยได้
  • ใช้ว่านหางจระเข้: หลังจากทำตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว สามารถใช้วุ้นว่านหางจระเข้มาทาบริเวณที่ถูกต่อย เพื่อช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อน ลดการอักเสบ และช่วยสมานผิวได้ค่ะ ว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติในการปลอบประโลมผิว ต้านการอักเสบ และช่วยให้ผิวชุ่มชื้น

ข้อควรระวัง:

  • ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชู (น้ำส้มสายชูมีประสิทธิภาพมากกับแมงกะพรุนกล่อง) หรือแอลกอฮอล์ ในการล้างพิษแมงกะพรุนไฟ เพราะอาจทำให้เข็มพิษปล่อยพิษออกมามากขึ้นสำหรับแมงกะพรุนบางชนิด

สังเกตอาการ: หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการแพ้รุนแรง เช่น หายใจลำบาก เวียนศีรษะ ปวดท้องรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะบางครั้งพิษแมงกะพรุนอาจทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าถูกต่อยโดยแมงกะพรุนกล่อง การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องจะช่วยลดความรุนแรงของอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้