เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานการประชุม เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (พีเอ็ม 2.5) ว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการให้หน่วยงานต่างๆ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม และกรมประชาสัมพันธ์ ให้บูรณาการร่วมมือป้องกันฝุ่นพีเอ็ม 2.5 โดยกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ประสานงานกับหน่วยงานระดับท้องถิ่นในการให้ความรู้อย่างจริงจังกับประชาชน และบังคับใช้มาตรการ “เผาจริง จับจริง” เพื่อลดปัญหาดังกล่าว ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยในการป้องกันการเผาป่า โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมมือกับกรมป่าไม้ในการป้องกันไฟป่า โดยทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมการแก้ไขปัญหาระยะสั้น

นายโสภณ กล่าวอีกว่า ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว เนื่องจากสาเหตุใหญ่ๆ ของการเกิดฝุ่นพีเอ็ม 2.5 มี 3 อย่าง คือ 1. พื้นที่ป่ามีน้อย แต่ถูกไฟเผา รัฐบาลจึงต้องวางแผนในการปลูกป่าเพิ่มในอนาคต 2.พื้นที่การเกษตร ซึ่งรัฐบาลให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปปรับกลยุทธ์และหาแรงจูงใจให้เกษตรกรไม่เผาวัสดุเกษตร อย่างเช่นฟาง แล้วนำมาแปรรูป อย่างการทำเห็ดฟาง หรืออัดฟางเป็นของตกแต่ง ทำปุ๋ยหมัก 3. ชุมชนเมือง อย่างกรุงเทพฯ จะให้กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ดำเนินมาตรการตรวจสภาพรถยนต์อย่างจริงจัง เนื่องจากรถยนต์ที่อายุมาก ปล่อยควันพิษสร้างผลกระทบในวงกว้าง ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะลดปัญหาฝุ่นให้ได้ในปีนี้ จะไม่ให้เป็นเหมือนปีที่ผ่านๆ มา

เมื่อถามถึง กรณีที่เกษตรกรเคยบอกว่าการนำไปแปรรูปไม่คุ้ม การเผาจึงเป็นทางเลือกที่ประหยัดกว่า นายโสภณ กล่าวว่า มีข้อเสนอหนึ่งที่ตนเสนอในที่ประชุมว่าเรากำลังทำนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ว่าหากรณรงค์ให้เกษตรกรไถกลบ ก็จะได้รับครึ่งหนึ่ง เรากำลังคิดประเด็นนี้ที่จะใช้งบกลาง เนื่องจากหลายหน่วยงานที่จะมาขอใช้งบกลางแก้ปัญหาในตรงนี้ตนก็ได้บอกให้ไปดูกิจกรรมว่าถึงประชาชนหรือไม่ สรุปก็คือเกษตรกรต้องมีแรงจูงใจไม่ใช่บอกเพียงว่าห้ามเผา เช่นอีกอย่างหนึ่งคืออ้อยซึ่งใช้รถตัด ซึ่งพอตัดแล้วจะเหลือใบอ้อยจำนวนมาก ก็ถูกเผาอยู่ดี แต่ใบอ้อยที่เหลือนั้นที่จริงแล้วสามารถนำไปสร้างพลังงานไฟฟ้าได้ แต่ที่ยังทำไม่สำเร็จเนื่องจากราคาต้นทุนใบอ้อยที่เกษตรกรขายได้นั้นราคาต่ำ ไม่คุ้ม จึงไม่เกิดแรงจูงใจ ดังนั้นเราจึงต้องเจรจากับกระทรวงพลังงาน ในการที่จะรับซื้อใบอ้อย ไปแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้าชีวมวล ก็เป็นเรื่องระยะยาวที่เราจะต้องทำร่วมกัน

เมื่อถามถึง กรณีที่เคยมีการสังเกตรถเมล์ฝุ่นควันดำปล่อยมลพิษเยอะ แต่เมื่อตรวจสอบแล้วไม่พบ นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่า เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะจะพัฒนา ขสมก.ยุคไหนก็ยาก เพราะเป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับว่ารถเมล์บางคันสภาพไม่ไหว ถ้าจะให้ประชาชนและเอกชนทำ รัฐก็ต้องทำเป็นตัวอย่าง อย่าเอารถเก่ามาวิ่ง พวกตนเพิ่งทำงานมาเดือนเดียว หากได้ทำมากกว่านี้ ก็จะเปลี่ยนรถเมล์ให้เป็นรถพลังงานไฟฟ้า ก็มีแนวทางอยู่ ในยุคใหม่ก็จะเป็นรถเมล์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในเมือง เหมือนประเทศที่เขาเจริญมากกว่าเรา

เมื่อถามว่า จะมีแนวทางเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างไรบ้าง นายโสภณ กล่าวว่า ตอนนี้เรามีปัญหาชายแดนอยู่ ก็จะขอความร่วมมือ ส่วนฝั่งทางเหนือก็เป็นเรื่องของระหว่างรัฐ ที่จะต้องช่วยกัน เขาเผาเขาก็เดือดร้อนเองด้วย เดี๋ยวเขาก็เลิกเผา.