สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ว่า ทรัมป์ยอมรับว่า สงครามระหว่างกองทัพซูดาน กับกองกำลังเคลื่อนที่เร็ว (อาร์เอสเอฟ) “ไม่อยู่ในวาระของเขา” ก่อนที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด ทรงผลักดันให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า เขาจะทำงานเพื่อ “รักษาเสถียรภาพ” ความขัดแย้งกับมหาอำนาจในภูมิภาค โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการสนับสนุนอาร์เอสเอฟ ด้วยอาวุธและทหารรับจ้าง

อนึ่ง สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรียกร้องหลายครั้งหลายหน ให้ทั่วโลกสนใจสงครามในซูดานมากขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งรุนแรงที่ปะทุขึ้นเมื่อเดือน เม.ย. 2566 คร่าชีวิตผู้คนหลายหมื่นราย และทำให้มีผู้พลัดถิ่นเกือบ 12 ล้านคน

ขณะที่สภาอธิปไตยของซูดาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย และมีพล.อ.อับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของซูดาน เป็นประธาน ระบุในแถลงการณ์ว่า สภาพร้อมที่จะร่วมมือกับสหรัฐและซาอุดีอาระเบีย รวมถึงขอบคุณรัฐบาลวอชิงตัน และรัฐบาลริยาด สำหรับความพยายามอย่างต่อเนื่องในการหยุดยั้งสงครามนองเลือดของชาวซูดาน

Al Arabiya English

ทั้งนี้ นานาชาติให้ความสนใจกับความขัดแย้งในซูดานมากขึ้น นับตั้งแต่อาร์เอสเอฟเข้ายึดเมืองเอล-ฟาเชอร์ ในภูมิภาคดาฟูร์ เมื่อไม่นานมานี้ หลังการปิดล้อมอย่างไม่ลดละ ทำให้เกิดคำเตือนถึงอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

แม้ทรัมป์แทบไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสงครามซูดาน ในช่วง 9 เดือนนับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยให้ความสำคัญกับสงครามในฉนวนกาซาและยูเครนแทน แต่ล่าสุด เขากล่าวว่าจะใช้ “อิทธิพลของประธานาธิบดี” เพื่อยุติสงครามในทันที

“ความโหดร้ายที่ใหญ่หลวงกำลังเกิดขึ้นในซูดาน ส่งผลให้ประเทศกลายเป็นสถานที่มีความรุนแรงมากที่สุดในโลก ซึ่งเราทำงานร่วมกับซาอุดีอาระเบีย ยูเออี อียิปต์ และพันธมิตรอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง เพื่อยุติความโหดร้ายเหล่านี้ และรักษาเสถียรภาพของซูดานในเวลาเดียวกัน” ทรัมป์ ระบุบนแพลตฟอร์ม ทรูธ โซเชียล.

เครดิตภาพ : AFP