เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 พ.ย. ที่กองบัญชาการตํารวจภูธรภาค 5 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในการแถลงผลการดำเนินคดี และขบวนการสวมสิทธิและทำหลักฐานเท็จในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และผลปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคที่ 5 ฝ่ายปกครอง สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

โดยนายกฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ ในการขอมีสถานะคนต่างด้าว เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งสื่อมวลชนเรียกว่า ส่วยสัญชาติ รัฐบาลเห็นว่าเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม และเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ จึงสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย เร่งรัดการตรวจสอบ และแก้ปัญหาโดยทันที ซึ่งต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงาน ทั้ง กรมการปกครอง ตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ร่วมกันบูรณาการสืบสวนสอบสวน ขยายผล พบว่าเป็นขบวนการทุจริตที่เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มจีนเทา ที่เป็นภัยกับความมั่นคงของชาติ จึงได้บูรณาการเปิดปฏิบัติตัดหมอก เวียงแหง เพื่อตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตที่เกี่ยวกับการให้สิทธิอาศัยถาวรของคนต่างด้าวโดยมิชอบ โดยจากการสืบสวนและขยายผล พบว่า ขบวนการนี้เกี่ยวข้องกับทุนจีนสีเทา ซึ่งเป็นภัยความมั่นคงของชาติ

นายกฯ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ เกิดขึ้นในสมัยที่ตนเป็น รมว.มหาดไทย และมีผลเริ่มกระบวนการยื่นขอสถานะ ในช่วงที่ตนได้พ้นตำแหน่งไป และเมื่อตนกลับมามีอำนาจเต็ม ในฐานะนายกฯ และรมว.มหาดไทย ได้สั่งการให้กรมการปกครอง สืบสวนสอบสวน เร่งดำเนินการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเร็วที่สุด เช่นกรณี อ.ฝาง ที่มีผู้ใหญ่บ้านเรียกรับเงินจากผู้มีสิทธิ ก็มีการสอบสวนวินัย และปัจจุบันได้ถูกลงโทษให้ออกจากราชการแล้ว

ทั้งนี้ เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่น่าอับอายและเลวร้าย ที่กลุ่มขบวนการนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ที่ไปหาประโยชน์กับสิทธิของคนที่รอกว่า 4.8 แสนคน ที่มีสิทธิได้รับสัญชาติไทย ซึ่งบางคนรอคอยมากว่า 30-40 ปี ซึ่งเราได้รับการชื่นชมจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ในการยุติการไร้สัญชาติ แต่กลับมีการหาผลประโยชน์กับสิทธิของคนเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น อีกทั้งแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงการใช้ช่องว่างของระบบทะเบียนราษฎรและสัญชาติ เพื่อหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มจีนเทา ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะถือเป็นการเปิดทางให้กับอาชญากรรมข้ามชาติ และธุรกิจผิดกฎหมายเข้ามาปลอมแปลงตัวตน ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงโดยตรงกับประเทศ โดยรัฐบาลจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านี้

นายกฯ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลทราบว่า ที่อำเภอเวียงแหง เหมือนเป็นเมืองหลวงของการทุจริตในการสวมสิทธิสถานะบุคคลมาอย่างยาวนาน เพราะทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 และเคยมีการจับกุมดำเนินคดีระดับปลัดอำเภอในคดีนี้ ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี และอีกคดีในปี 2563 ซึ่งถูกลงโทษให้ออกจากราชการแล้ว แต่ยังกลับมาเกิดขึ้นซ้ำอีกในปีนี้ จึงเป็นเหตุให้กระทรวงมหาดไทยต้องขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น ดำเนินการล้างบางให้สิ้นซาก ไม่ให้กระทำผิดซ้ำอีก ทั้งนี้ การจับกุมขบวนการทุจริตครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่กระทรวงมหาดไทย ออกหมายจับระดับนายอำเภอ จังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนเพียงเล็กน้อย ต้องแลกมาด้วยกับความก้าวหน้าทางราชการ สะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ของรัฐบาลว่า ตั้งใจทำให้เห็นว่า ตั้งใจจริง เอาจริง และปราบปรามต่อกระบวนการนี้ ที่ก่อให้เกิดภัยความมั่นคงแห่งชาติและความมั่นคง ไม่ว่าจะตำแหน่งหรือสถานะใดก็ตาม

นายกฯ ยังได้รับรายงานผลการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่ใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดจากนอกประเทศเข้าสู่ประเทศไทย และกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ซึ่งผลการปฏิบัติการในรอบล่าสุด มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถยึดของกลางยาเสพติดเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ประกาศเป็นศัตรูกับผู้ค้ายาเสพติดในทุกรูปแบบ และต้องการแสดงให้เห็นว่า ผู้ฝักใฝ่หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจะต้องได้รับโทษอย่างรุนแรงรัฐบาล พร้อมสนับสนุนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ นายกฯ ยังได้ชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เกี่ยวข้องทุกนาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ และทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ไม่มีวันท้อถอย การปฏิบัติหน้าที่ของทุกท่าน ถือเป็นแบบอย่างแห่งความรับผิดชอบ

จากนั้นนายกฯ เดินตรวจสอบปืนของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดจากบ้านผู้ต้องหา และได้หยิบพระที่เป็นของกลางขึ้นมาส่อง พร้อมกล่าวว่า “อันนี้พระเก๊” เรียกเสียงฮือฮาจากคณะในห้องแถลงข่าว ก่อนที่นายกฯ จะหยิบพระองค์อื่นขึ้นมาส่องต่อ พร้อมกล่าวว่า “ทองแท้ แต่พระเก๊ พระอยู่กับคนดี ไม่อยู่กับคนไม่ดี เพราะนี่พระเก๊หมดเลย”



