อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะอภิปรายหรือไม่ “นายกฯหนู” ก็ย้ำว่า อย่างไรก็ยุบสภาตามเวลาที่กำหนดไว้ใน MOA ที่ทำกับพรรคประชาชน ( ปชน.) ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้มี “เดิมพันพิเศษ” เข้ามาด้วย คือ พรรคยิ่งได้เสียงมาก ยิ่งมีโอกาสคัดเลือกตัวกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้น ถ้าการแก้รัฐธรรมนูญผ่านสภา ให้ยกร่างใหม่โดยใช้ สูตร 20 หยิบ 1 เพราะหากการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคไหน กวาด สส.ได้มากที่สุด ก็จะได้สัดส่วนกรรมาธิการยกร่างฯ อยู่ในมือตามมาเช่นเดียวกัน ดีกว่าไปหวังการล็อบบี้พรรคร่วมรัฐบาลให้เลือกใคร

เสียง ปี่ กลอง เลือกตั้งโหมประโคมมาพักใหญ่แล้ว โดย พรรคเพื่อไทย (พท.)เปิดก่อน ตั้งแต่คราวที่รู้ว่า ต้องไปเป็นฝ่ายค้านแน่ ก็จัดทัพรับเลือกตั้ง เริ่มจาก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรค เป็นหัวหอกใหญ่ในช่วงแรก  ปรับภาพลักษณ์เพื่อไทย  เปิดตัวคนรุ่นใหม่ลงสมัคร สส.มากขึ้น แต่ยังไม่รู้ว่าจะสามารถตัดภาพความเป็นพรรคของตระกูล “ชินวัตร”ได้หรือไม่ จากนั้นส่งไม้ต่อให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ ที่มี นายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นหัวหน้า ดูแลแผนการเลือกตั้ง 

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รีแบรนด์ตัวเองอีกครั้ง กลับไปมีภาพลักษณ์แบบพรรคของชนชั้นกลางอนุรักษ์นิยม ได้ “หัวหน้ามาร์ค”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมานำทัพเรียกเรตติ้ง  แต่ที่ดูจะมีกระแสดีที่สุด คือพรรคประชาชน (ปชน.)ที่ได้แคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา” ตอบโจทย์ประชาชน อยากทุบทำลาย “ทุนเทา” ที่เข้าแทรกแซงการเมือง  หาเงินจากการเบียดเบียนประชาชน  พรรคยังตั้งเป้าทุบเรื่องสีเทาๆ ในระบบราชการด้วย  อีกทั้งคนไทยจำนวนมากก็อยากให้สาวถึงตัวใหญ่ออกมาให้ได้เสียที

ส่วนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) การจะสู้ศึกเลือกตั้งต้องเติมส่วนที่ยังไม่แข็งแรง  ที่สำคัญคือ“ทีมเศรษฐกิจ” ซึ่งยังไม่มีคนที่เป็นแม่เหล็กในเรื่องนี้  ทำให้ “นายกฯหนู” เดินเกมเร็ว ทาบทาม “รมต.เอก ”เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง กับ “รมต.แต๋ม”ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ มาเป็นตำแหน่งใหญ่ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย  เล่นเอาเกิดกระแสว้าว  เพราะทั้งสองคนเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในสายงานของตัวเอง และเป็นหน้าใหม่ทางการเมือง

“รมต.เอก” เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลังมากว่า 40 ปี มีผลงานเด่นสมัยเป็นข้าราชการ อาทิ การเอาระบบดิจิทัลมาใช้ยกระดับการให้บริการของกรมสรรพากร และในยุค “รัฐบาลหนู” ก็เป็นคนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการ “คนละครึ่ง”ที่แย้มๆ ว่าจะมีเฟส 2  เป็นข้าราชการน้ำดี พื้นเพมาจากครอบครัวองค์กรอิสระ บิดาคือนายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ  อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มารดาคือนางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน

ส่วน “รมต.แต๋ม” เป็นขวัญใจชาวเน็ต จากผลงานขายข้าว-สินค้าเกษตรไทย   ดูเป็นผู้หญิงทำงานทันสมัย ไปต่างประเทศเป็นหน้าเป็นตา เป็นตัวแทนฝ่ายเอกชนใน ครม.ชุดนี้ เพราะเคยทำงานเครือดุสิตธานีมาก่อน

ซึ่งทั้ง 2 คนที่ “นายกฯหนู”บอกว่า “กำลังจีบเข้าพรรค”  ผลงานที่ถูกพูดถึงทำให้มีภาพลักษณ์ดี  สร้างความหวังว่า การเมืองไม่ใช่มีแต่หน้าเก่า พวกบ้านใหญ่  แนวคิดนี้ขายคนรุ่นใหม่ได้ เป็นตัวแปรทำคะแนนในเขตเมือง หาก “ภูมิใจไทย”ตั้งรัฐบาลได้หลังเลือกตั้ง “นายกฯหนู” ก็ยังคงเป็นเบอร์ 1  แต่ก็ยังขายรัฐมนตรีทั้ง 2 คนในนาม “ทีมเศรษฐกิจ” ได้  ส่วน สส.เขต “นายกฯหนู”แย้มๆให้รอลุ้นการประชุมใหญ่วิสามัญฯพรรค วันที่ 23 พ.ย.นี้ อาจเปิดตัว“บ้านใหญ่” ซึ่งจากข่าวคือกลุ่มสุพรรณบุรี ศิลปอาชา  และกลุ่มคุณปลื้มจาก จ.ชลบุรี และยังมี “ลูกบ้านใหญ่”ที่อาจเข้าภูมิใจไทยอีก

นาทีนี้ “นายกฯหนู” ดูเหมือนจะไม่ยี่หระกับเรื่องการยุบสภาก่อนสิ้นสุดเวลา MOA  เพราะพรรคภูมิใจไทยอยู่ในจุดที่ “คุมเกมส์” ได้เปรียบคู่แข่งมากที่สุด ทั้ง “อำนาจรัฐ – งบประมาณ – ผู้ว่าฯ” จึงทำให้ถนนทุกสายมุ่งหน้ามาที่บ้านสีน้ำเงิน จนแกนนำกล้าประกาศ จะได้สส. ไม่ต่ำกว่า 120 เขต ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่จะเป็นจุดสูงสุดของพรรคภูมิใจไทย

เปิดฉากศึกเลือกตั้งปี69 “ภูมิใจไทย” จึงไม่ใช่พรรคตัวแปรอีกต่อไป!!