หรือแม้แต่“คนในระบบราชการ” ยังกระทำการทุจริตในหลายเรื่องโกงเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ-คนพิการ กรณีเงินทอนวัด และแม้แต่คดีที่สร้างความฮือฮาที่ผ่านมาในช่วงกลางปี68กับการทุจริตเงินบริจาคที่มีทั้งพระสงฆ์และฆราวาสเข้ามาเกี่ยวข้อง

หากมองกลับมายังหน่วยงาน “กรุงเทพมหานคร” (กทม.) เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีการพูดถึงกันมานานเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.ได้ประกาศเป็นหนึ่งในนโยบายที่จะเข้ามาแก้ปัญหานี้ตั้งแต่เริ่มเข้ามาบริหารงาน ด้วยการตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตกรุงเทพมหานคร (ศปท.กทม.) เพื่อเป็นหน่วยกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ฯ และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามการต่อต้านการทุจริตของกรุงเทพมหานคร (ศตท.กทม.) เพื่อเป็นหน่วยปฏิบัติการในการขับเคลื่อนการดำเนินการลงพื้นที่ในเรื่องพิเศษ (เฉพาะกิจ) สอบสวนจับกุม ตลอดจนวางแผนจับกุม
โดยเป็นการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พร้อมรับเรื่องร้องเรียน-แจ้งเบาะแสได้โดยตรงถึงผู้ว่าฯกทม. ,รองปลัดกทม. และหัวหน้าสำนักงาน ก.ก. หรือ ผอ.กองวินัยและเสริมสร้างจริยธรรมในฐานะฝ่ายเลขานุการศูนย์ ผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue หรือทางไปรษณีย์ที่ศาลาว่าการกทม. เลขที่ 173 ถนนดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กทม. 10200 โทร. 0-2224-2963 หรือสายด่วน1555 และอีเมล [email protected]

ซึ่งการรับเรื่องจากผู้ที่แจ้งเบาะแสให้เป็นข้อมูลนั้นจะมีการ“รักษาความลับ” แม้จะเป็นการแจ้งผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ก็ตามคนทั่วไปที่เปิดเข้าแพลตฟอร์มจะไม่เห็นข้อมูล นอกจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ จึงทำให้ข้อมูลเรื่องการแจ้งเบาะแสเป็นความลับ อีกทั้งมีการจำกัดรหัสเข้าถึงข้อมูล ปิดรายชื่อ/ดัดแปลงรายชื่อผู้แจ้งเบาะแส ทั้งนี้เมื่อมีการปฏิบัติการตรวจสอบข้อมูลการทุจริตเบื้องต้น หากพบว่ามีมูลก็จะทำการสอบสวนขยายผล วางแผนจับกุม จากนั้นจะส่งต่อเพื่อดำเนินคดีอาญา รวมถึงมีดำเนินการตามมาตรการทางการบริหารควบคู่กัน คือ การย้ายผู้ที่ถูกจับออกจากพื้นที่โดยให้ประจำสำนักปลัดกรุงเทพมหานคร หรือให้ช่วยราชการที่หน่วยงานอื่น และมีการดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง โดยสั่งพักราชการและให้ออกจากราชการไว้ก่อน
ตั้งแต่เปิดศูนย์ฯมาก็มีหลายคดีที่จับกุมผู้กระทำผิดทุจริตเรียกรับเงินอยู่หลายราย อาทิ การจับกุมนายช่างโยธาสำนักงานเขตแห่งหนึ่งเรียกเงินผู้ประกอบการแลกออกใบอนุญาตก่อสร้าง , การจับกุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ สำนักงานเขตแห่งหนึ่งเรียกรับเงินจากประชาชนอ้างจะช่วยเลี่ยงไม่ให้จ่ายภาษีโรงเรือนกว่า 40 ล้านบาท ,การจับกุมเทศกิจสำนักงานเขตแห่งหนึ่ง เรียกรับเงินผู้ประกอบการเป็นรายเดือนเพื่อแลกกับการไม่เข้าตรวจสอบการดำเนินการตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ, เรื่องการทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย-ลู่วิ่งไฟฟ้าราคาสูง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กทม.ได้จัดกิจกรรมที่ส่อทุจริต มี 9 กิจกรรม ได้แก่ 1.การจัดซื้อจัดจ้าง 2.การเรียกรับผลประโยชน์ 3.การยักยอกเงินเก็บค่าธรรมเนียม ภาษีประเภทต่าง ๆ 4.การนำทรัพย์สินของทางราชการไปใช้ส่วนตัว 5.การเบียดบังเวลาราชการไปทำธุรกิจส่วนตัว 6.การจัดการฝึกอบรม สัมมนา และศึกษาดูงานที่เข้าข่ายการทุจริต 7.การจ่ายเงินต่าง ๆ ที่เข้าข่ายการทุจริต 8.การเบิกจ่ายค่าอาหารทำการนอกเวลาที่เข้าข่ายการทุจริต และ9.การแสวงหาผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้าย
ซึ่งมีหน่วยงานที่เสี่ยงต่อการทุจริต 4 สายงาน ได้แก่ สายงานโยธา สายงานเทศกิจ สายงานรายได้ และสายงานสิ่งแวดล้อมฯ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีข้อมูลระบุว่า ศูนย์ต่อต้านทุจริต กทม. (ศตท.กทม.) มีสถิติการดำเนินการตั้งแต่เดือนต.ค. ปี65ถึงปี67 พบว่ามีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน 781 เรื่อง, มีมูลทุจริต 56 เรื่อง, มีการสอบสวนทางวินัย 44 เรื่อง และมีเจ้าหน้าที่ถูกปลดหรือไล่ออกจากราชการรวม 29 คน ส่งต่อให้หน่วยงานอื่น (ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท.) 5 เรื่อง

ผู้ว่าฯชัชชาติ ย้ำในการประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานครว่า เรื่องทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหญ่ ฝากผู้อำนวยการสำนักและผู้อำนวยการเขตให้เอาจริงเอาจัง และกวดขันอย่างเข้มข้นในเรื่องนี้ ให้ดำเนินงานต่าง ๆ ด้วยความโปร่งใส เพราะความไว้วางใจเป็นสิ่งที่หากเสียไปแล้วนำกลับคืนมาได้ยาก.
ทีมข่าวชุมชนเมืองรายงาน



