สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ว่า การกู้ยืมดังกล่าวของกัมพูชา จะเป็นการใช้สิทธิพิเศษถอนเงิน (เอสดีอาร์) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รักษาไว้ ในรูปของเงินกู้แบบผ่อนปรน ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาดและมีเงื่อนไขการชำระคืนที่ยืดหยุ่น เพื่อนำไปสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเพิ่มผลิตภาพในภาคส่วนที่มีความสำคัญเป็นลำดับต้นของประเทศ
มีการคาดการณ์ว่า กัมพูชาจะขอวงเงินกู้สูงถึง 2,250 ล้านเอสดีอาร์ ซึ่งเทียบเท่ากับ 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 100,763.95 ล้านบาท) ซึ่งจะเป็นการกู้เพิ่มอีก 12.5% เมื่อเทียบกับการกู้ยืม 2,600 ล้านดอลลาร์สกรัฐ (ราว 84,511.70 ล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว
ด้านคีรีโพสต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสื่อท้องถิ่นรายใหญ่ของกัมพูชา รายงานว่า ร่างกฎหมายด้านการบริหารจัดการปี 2569 ระบุว่า กระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว ในการลงนามกู้ยืมเงินเหล่านี้ รวมถึงการค้ำประกันโดยรัฐ ภายใต้การลงนามเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี โดยเงินกู้ส่วนใหญ่จะถูกจัดสรรเพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการสาธารณะในภาคส่วนสำคัญ
แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ต่างยอมรับว่า เงินกู้ต่างประเทศมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ท่ามกลางการผลักดันแผนการกู้ยืมเงินเพื่อการพัฒนา แต่เตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่องมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นของกัมพูชายืนยันว่า หนี้สาธารณะของประเทศยังคงถูกประเมินว่า อยู่ในระดับที่ “บริหารจัดการได้และมีความเสี่ยงต่ำ” โดยตัวเลขหนี้สาธารณะ ณ สิ้นสุดไตรมาสที่สองของปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 12,670 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 411,832 ล้านบาท) ซึ่ง 99% เป็นหนี้ที่กู้ยืมจากภายนอก ส่วนอัตราหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ระหว่าง 26-30% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประเมินว่ายั่งยืน.
เครดิตภาพ : AFP



