เมื่อวันที่ 21 พ.ย. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. เปิดเผยว่า ในส่วนที่มีการพูดถึงเว็บพนันออนไลน์ว่า ปัจจุบันมีจำนวนมากและตำรวจไซเบอร์ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบในการปราบปรามได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการรับส่วยหรือผลประโยชน์หรือไม่นั้น ทั้งนี้ขอยืนยันว่าทางตำรวจนั้นมีการจับกุมเว็บพนันไปมากกว่า 30 เว็บไซต์ ยึดทรัพย์กว่า 2 พันล้าน ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันได้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามการพนันออนไลน์ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อทำการกวาดล้างเว็บพนันและเน้นย้ำนโยบายว่าในการจับกุมให้ขยายผลถึงเจ้าของเว็บไซต์และผู้รับผลประโยชน์โดยตรง อีกทั้งมอบให้สายตรวจไซเบอร์ ทำการตรวจจับเหล่าอินฟลูฯ หรือกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียงที่รับจ้างแปะลิ้งก์โปรโมทชักชวนเล่นเว็บพนันออนไลน์

นอกจากนี้ได้มีการหารือหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งกระทรวงดีอี และ ผู้ให้บริการ ในการเสนอปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์ เพื่อให้เป็นรูปธรรม เนื่องจากเมื่อมีการจับกุมเว็บพนันก็จะมีการเปิดขึ้นมาใหม่ขึ้นอีกและใช้ชื่อ ในลักษณะคล้ายชนกัน อย่างไรก็ตามยืนยันว่าทางตำรวจไซเบอร์ได้มีการกวดขันจับกุมมาอย่างต่อเนื่องและไม่ได้จับเฉพาะรายเล็กเท่านั้น

นับตั้งแต่ต้นเข้ามารับตำแหน่งวันที่ 1 ต.ค. ตนได้เน้นย้ำผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวหรือรับผลประโยชน์ จากเว็บพนันออนไลน์ และได้ดำเนินการกับข้าราชการตำรวจใน 3 กรณี ที่ปรากฏข้อมูลร้องเรียนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อำนาจหน้าที่ในการกระทำความผิด โดยกรณีแรก เป็นกรณีตำรวจไซเบอร์ถูกกล่าวหาว่า ไปรีดเงินเจ้าของเว็บพนันไป จ.เชียงใหม่ ซึ่งได้ทำการตรวจสอบก็พบว่ามีมูลความจริง จึงได้ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อ น่าจะดำเนินการในส่วนของวินัยและอาญาต่อไป

กรณีที่สองถูกกล่าวหาว่า ร่วมกับภาคประชาชนไปทำการตรวจโรงงานในพื้นที่จังหวัด ภาคตะวันออก ซึ่งกรณีนี้ก็พบว่าเป็นการกระทำนอกเหนือจากหน้าที่ และมีมูลข้อเท็จจริง จึงได้สั่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงควบคู่กับดำเนินการด้านวินัยต่อไป

และกรณีที่สามตำรวจ บช.สอท. ผู้กล่าวหาว่า การเรียกรับผลประโยชน์จากการถอนปลดอายัดบัญชี ซึ่งกรณีนี้ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและอยู่ระหว่างการขยายผล หากพบว่ามีมูลก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอน อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าทางตำรวจไซเบอร์นั้นกำลังเร่งรัดในการปราบปรามในทุกเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามและพนันออนไลน์ และห้ามไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัดไปยุ่งเกี่ยวหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด และยืนยันว่าตำรวจไซเบอร์ดำเนินการจับกุมหมดและหากพี่น้องประชาชนมีข้อมูลบอกสามารถแจ้งมาได้ที่เบอร์โทร1441

ในส่วนกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. ที่ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกรณีให้ตรวจสอบว่าตำรวจไซเบอร์มีความพยายามแยกคดีมินนี่มาดำเนินคดีซ้ำใหม่ ทั้งที่คดีอยู่ในอำนาจสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่า จากการตรวจสอบพบว่าคดีหลักของทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อยู่ในชั้น ป.ป.ช. แล้ว แต่ด้วยความกังวลของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ว่า จะมีการดำเนินคดีซ้ำซ้อนกับคดีเดิมหรือไม่ จึงได้ได้ด้ร้องเรียนมาให้ช่วยตรวจสอบ ก็ได้สั่งการให้ ผบก. ในสังกัดตรวจสอบว่ามีคดีใดที่อยู่ในความรับผิดชอบให้ดำเนินการโดยละเอียดถี่ถ้วน หากอยู่ในอำนาจของเจ้าที่ตำรวจก็ให้ดำเนินการตามขั้นตอน แต่หากไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ให้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป.