คลองภูมินาถดำริ หรือที่ชาวหาดใหญ่คุ้นในชื่อ “คลอง ร.1” ถือเป็นโครงสร้างระบายน้ำสำคัญที่สุดเส้นหนึ่งของเมืองหาดใหญ่ ถูกพัฒนาขึ้นตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยที่เกิดเป็นวงจรในอำเภอหาดใหญ่มายาวนานหลายทศวรรษ หน้าที่หลักของคลองนี้ คือ ผันน้ำส่วนเกินจากลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งรับน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำหลายอำเภอ ก่อนเร่งระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลา ทำให้สามารถลดระดับน้ำในเขตเมืองและช่วยบรรเทาความเสียหายได้อย่างมากในหลายเหตุการณ์ใหญ่ โดยเฉพาะน้ำท่วมปี 2553 ที่คลอง ร.1 มีบทบาทสำคัญในการลดแรงกดดันของมวลน้ำที่พุ่งเข้าสู่ตัวเมือง

ตามข้อมูลของกรมชลประทาน คลอง ร.1 สามารถระบายน้ำได้สูงสุดประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หลังการขุดลอกและปรับปรุงอาคารประกอบหลายจุด ทำให้คลองมีสภาพพร้อมรับน้ำหลากในฤดูมรสุมมากขึ้น อีกทั้งมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำตามจุดลุ่มต่ำหลายตำแหน่ง เพื่อช่วยผลักดันน้ำในช่วงวิกฤติ นอกจากนี้ รัฐยังมีแผนปรับปรุงคลองระยะต่าง ๆ ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพให้สามารถรองรับสถานการณ์อุทกภัยที่รุนแรงขึ้นทุกปี

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์น้ำท่วมหนักในปี 2568 จึงตั้งคำถามสำคัญว่า ทำไมคลอง ร.1 จึงไม่สามารถป้องกันหรือลดความเสียหายได้อย่างที่ชาวบ้านคาดหวัง ทั้งที่ถือเป็นระบบป้องกันน้ำท่วมหลักของหาดใหญ่

สาเหตุสำคัญที่คลอง ร.1 “เอาไม่อยู่” ในอุทกภัยปี 2568 แม้คลอง ร.1 จะทำหน้าที่เป็นทางระบายน้ำหลัก แต่ปี 2568 เป็นปีที่ระบบระบายน้ำทั้งหมดของเมืองหาดใหญ่ ถูกท้าทายอย่างหนัก จากทั้งปัจจัยธรรมชาติและการบริหารจัดการ ดังนี้ 1.ฝนตกหนักกว่าค่ามาตรฐานการออกแบบ ปีนี้ร่องมรสุมมีความรุนแรงมาก ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำสะสมสูงกว่าที่คลองและระบบระบายน้ำของเมืองถูกออกแบบไว้ แม้คลอง ร.1 จะมีความสามารถระบายถึง 1,200 ลบ.ม./วินาที แต่มวลน้ำที่หลากลงมาพร้อมกันจากหลายพื้นที่สูงเกินกำลังรับ ทำให้เกิดภาวะน้ำเอ่อและกระจายเข้าสู่ชุมชนสองฝั่งคลอง 2.พื้นที่เก็บกักน้ำเต็ม ไม่สามารถชะลอน้ำได้พื้นที่รับน้ำจากเขาคอหงส์ นาหม่อม และจะนะ ไหลเข้าสู่คลองอู่ตะเภา ก่อนมาเข้าระบบคลอง ร.1 แต่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ พื้นที่รับน้ำและแหล่งชะลอน้ำ (Retention Area) หลายจุดเต็มตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำเพื่อชะลอปริมาณน้ำได้ ผลลัพธ์คือ น้ำหลากจำนวนมากไหลเข้าสู่คลองอย่างรวดเร็วจนเกิดแรงดันสูง 3.จุดกีดขวางและการบำรุงรักษาที่ยังไม่ทั่วถึง เสียงสะท้อนจากประชาชนหลายพื้นที่ระบุว่า บางช่วงของคลอง ร.1 และคลองสาขายังมีวัชพืช ขยะ และตะกอนที่ทำให้การไหลของน้ำช้าลง หากไม่ได้มีการขุดลอกหรือทำความสะอาดต่อเนื่อง จะทำให้เกิดคอขวดในช่วงที่ต้องระบายน้ำในอัตราสูง นอกจากนี้ หากประตูระบายน้ำหรือเครื่องสูบน้ำบางแห่งยังไม่ได้ปรับตั้งให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ก็อาจทำให้การควบคุมน้ำขาดความแม่นยำ

4.ภูมิประเทศลุ่มต่ำของหาดใหญ่ และน้ำทะเลหนุนหาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มต่ำที่รับน้ำจากหลายทิศทาง ก่อนระบายลงทะเลสาบสงขลา หากช่วงน้ำหลากเกิดตรงกับช่วงระดับน้ำทะเลสูง จะมีแรงดันย้อนกลับ (Backflow) ทำให้การระบายผ่านคลอง ร.1 ช้าลง และระดับน้ำในคลองสูงผิดปกติ 5.การบริหารจัดการภาวะวิกฤติที่ยังไม่ทันการณ์ แม้มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำและมาตรการผลักดันน้ำล่วงหน้า แต่ปริมาณน้ำปี 2568 สูงผิดปกติ ทำให้จำนวนเครื่องสูบน้ำและความพร้อมในบางจุดไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ นอกจากนี้ การตัดสินใจเรื่อง “การพร่องน้ำล่วงหน้า” หรือการประเมินปริมาณน้ำฝนแบบเรียลไทม์อาจยังไม่แม่นยำพอ จึงเกิดภาวะที่ต้องเร่งระบายน้ำเมื่อสถานการณ์เกือบวิกฤติแล้ว

6.โครงสร้างไม่ได้รองรับสภาพอากาศยุคใหม่ ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองตรงกันว่า โครงสร้างระบายน้ำที่ออกแบบเมื่อหลายสิบปีก่อนอาจไม่สอดคล้องกับ “สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป” ซึ่งทำให้ฝนตกหนักขึ้น น้ำหลากเร็วขึ้น และปริมาณมากขึ้น หากไม่มีการประเมินศักยภาพใหม่ ระบบป้องกันน้ำท่วมเดิม ย่อมไม่พอรับมือเหตุการณ์รุนแรงแบบปีนี้

บทเรียนที่หาดใหญ่ต้องเร่งทบทวนคลอง ร.1 ยังคงเป็นโครงสร้างระบายน้ำที่สำคัญที่สุดของหาดใหญ่ ระบบยังทำงาน แต่ถูก “ท้าทายเกินสมรรถนะ” ในสถานการณ์ปีนี้ ปัญหาไม่ได้เกิดจากคลองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของฝนที่รุนแรง พื้นที่รับน้ำเต็ม การระบายช้าลงจากปัจจัยธรรมชาติ และการบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤติที่ยังมีช่องว่าง หากต้องการลดความเสี่ยงน้ำท่วมในอนาคต
หาดใหญ่ จำเป็นต้องเร่งทบทวนและขยายระบบระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำยุคใหม่ ลอกคลองและปรับปรุงจุดคอขวดอย่างต่อเนื่อง เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำและระบบชะลอน้ำ (Retention) พัฒนาระบบเตือนภัยและการจัดการน้ำแบบเชิงรุก วางแผนระยะยาวรองรับผลกระทบจาก Climate Change
อุทกภัยปี 2568 จึงไม่ใช่เพียงความเสียหายที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน แต่คือ “สัญญาณเตือน” ว่าเมืองหาดใหญ่ต้องวางยุทธศาสตร์ด้านน้ำใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้คลอง ร.1 และโครงสร้างระบายน้ำทั้งหมด สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงขึ้นในอนาคตได้อย่างยั่งยืน.



