เมื่อวันที่ 25 พ.ย. สำหรับท่าทีเกี่ยวกับการยุบสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมงาน Dinner Talk ภายใต้หัวข้อ “THAILAND THE NEXT 4 YEAR” นายกฯ กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า ทุกคนทราบดีว่าเสถียรภาพทางการเมืองคือเงื่อนไขแรกของสภาพเศรษฐกิจ มันก็ต้องยุบสภา เพราะเราให้สัญญา MOA กับพรรคประชาชน (ปชน.) ว่าจะยุบสภาไม่เกินวันที่ 31 ม.ค. 2569 แค่นี้หลายคนยังทนไม่ได้เลย อยากจะให้ยุบเสียให้รู้แล้วรู้รอด หากยุบสภาก่อนวันที่ 31 ม.ค. 2569 สิ่งที่เกิดขึ้นหลายๆ อย่างจะไม่ได้ทำ สิ่งที่เราได้เตรียมไว้ที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศในระยะยาวคือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“ถ้าไม่ต้องยุบสภาเสียก่อนภายในวันที่ 31 ม.ค. วาระ 3 จะเรียบร้อยก็เหลือไปตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้ายุบสภาก่อนเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญก็จะไม่มีอีกแล้ว ก็จะต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจนกว่าจะมีกลไกทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สิ้นสุดไป ก็ไม่น่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในอนาคตของไทย”

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ จริง รัฐบาลเองก็ไม่สามารถยุบสภาได้ ในเมื่อยุบสภาไม่ได้ ก็ขอรอให้พิจารณารัฐธรรมนูญให้จบได้หรือไม่ ส่วนที่มีกระแสข่าวจะยุบสภาก่อนยื่นอภิปราย ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งที่เราทำมาทั้งหมดจะจบลงแค่วาระ 2 ซึ่งในทางกฎหมายอาจไม่ตกไป 100% อยู่ที่ว่ารัฐบาลใหม่จะหยิบขึ้นมาพิจารณาต่อหรือไม่ ต้องยอมรับว่าเมื่อตกไปก็เสมือนเริ่มกระบวนการใหม่อีก ซึ่งไม่รู้ว่ามีฉันทามติอย่างไร

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ในฐานะ กมธ. พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อสรุปของ กมธ. สวนทางกับคนแปรญัตติจำนวนมาก จึงเชื่อว่าจะทำให้การประชุมวาระ 2 นั้นยืดเยื้อยาวนาน เป็นห่วงว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว สว. จะลงคะแนนให้ไม่ผ่านตามสัดส่วนที่รัฐธรรมนูญกำหนด (สว. ลงมติวาระ 3 ใช้เสียง 1 ใน 3 ของ สว. ที่มีอยู่) และเมื่อหลังจากพิจารณาวาระ 2 แล้วต้องพักไว้ 15 วัน เป็นห้วงอันตราย ในที่ประชุม กมธ. จะพบการเห็นไปในทางเดียวกันระหว่าง กมธ.ของพรรค ปชน. พรรคภูมิใจไทย และ กลุ่ม สว.เสียงส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ และมีเพียง กมธ.ของพรรคเพื่อไทยที่เห็นต่าง แต่ช่วงรอเข้าวาระ 3 15 วันต้องจับตาความเคลื่อนไหว

เมื่อถามว่ามีประเด็นใดที่ส่อว่า สว. อาจไม่ให้ความเห็นชอบ นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า เช่น คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้ง 35 คน รวมถึงเกณฑ์การออกเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญทำเสร็จ ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะให้ใช้เกณฑ์ สว. เห็นชอบ 1 ใน 3 ด้วยหรือไม่

ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.เรียกสมัยประชุมวิสามัญรัฐสภา ในวันที่ 10-11 ธ.ค.2568 เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 และวาระ 3 เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จทันตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้

ผู้สื่อข่าวรายงานสนามเลือกตั้ง สส.ระยอง หลังบ้านใหญ่ตระกูล ‘ปิตุเตชะ’ พี่ชายคนโตของตระกูล นายปิยะ ปิตุเตชะ หรือนายกช้าง นายก อบจ.ระยอง แถลงข่าวร่วมทำงานกับพรรคภูมิใจไทย อาจต้องชนกับน้องชาย คือ นายสาธิต ปิตุเตชะ จากพรรคประชาธิปัตย์ แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า สนามเลือกตั้ง สส.ระยอง แบ่งออกเป็น 5 เขต บ้านใหญ่ระยอง ได้จัดทัพในนามภูมิใจไทยลงได้ 4 เขต ยกเว้น เขต 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ของนายสาธิต ปิตุเตชะ เพื่อรอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล คุยกับนายสาธิตก่อน ส่วนเขต 1 คาดว่า ส่งนายกฤษฎา เอกกำลังกุล ลูกชายของนายเพชร เอกกำลังกุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เขต 3 ส่งนายพศิน ปิตุเตชะ เขต 4 ส่งนายฉัตรชัย ปิตุเตชะ เขต 5 คาดว่าจะเป็น นายสมพงษ์ โสภณ อดีตผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม ซึ่งพรรค ภท. หวังจะล้มแชมป์เก่าให้ได้

พรรคเพื่อไทย มีชื่อครบ 5 เขตแล้ว นายภีมเดช อมรสุคนธ์ หรือทนายอ๊อด กล่าวว่า เขต 1 ส่งนายรัชชานนท์ คาดหมายดี เขต 2 นายภีมเดช อมรสุคนธ์ เขต 3 นายเสรี เจริญรื่น เขต 4 นายวิเชียร สุขเกิด และเขต 5 นายธนชัย วสุอนันต์กุล

พรรค ปชน. นางสว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ สส.เขต 5 เปิดเผยว่า เบื้องต้นตนได้เปิดทางให้นายวัชรพงษ์ ศิริรักษ์ หรือปาร์ค ผู้ช่วยตนลง สส.ระยอง เขต 5 แทน ส่วนอีก 4 เขต คาดเป็นคนเดิม และจะมีการเปิดตัวในเร็วๆ นี้ ซึ่งพรรค ปชน.ได้มีการพูดคุยกันว่าจะไม่มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก่อนเปิดสมัยฯ จะมีการประชุมร่วมนัดพิเศษ ถ้าผลออกมาไม่เป็นไปตามที่คุยกันไว้ก็ต้องดูกันอีกครั้งต่อไป

ที่ศาลอาญา ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขดำ อ 965/2564 ที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย มอบอำนาจ พล.ต.ท.จุตติ ธรรมมโนวานิช เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสิระ เจนจาคะ อดีต สส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีจำเลยกล่าวหาว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สร้างท่าเทียบเรือรุกล้ำลำแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้รับความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การสัมภาษณ์ของจำเลยต่อโจทก์ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงในประการที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่า โจทก์ได้กระทำความผิด ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง เข้าองค์ประกอบของการหมิ่นประมาทฯ การต่อสู้ของจำเลยเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 8 เดือน ไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

“ทีมข่าวการเมือง”