เวียดนามกำลังก้าวสู่บทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียน ไม่เพียงเพราะฐานผู้บริโภคที่มีกว่า 101 ล้านคน หรือการเติบโตของ GDP ที่คาดว่าจะทำได้ถึง 7.1% ในปี 2567 เท่านั้น แต่ยังเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลเร่งเปลี่ยนผ่านประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว ผ่านนโยบายพลังงานหมุนเวียน การสร้างระบบอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคการผลิต สิ่งเหล่านี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ‘ความยั่งยืน’ ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยด้านภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็น ‘เงื่อนไขการค้าใหม่ของภูมิภาค’ โดยเฉพาะเมื่อประเทศคู่ค้าและตลาดโลกต่างยกระดับข้อกำหนดด้านคาร์บอนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ เอสซีจีจึงเดินหน้ากลยุทธ์ ‘Regional Optimization’ โดยกำหนดให้เวียดนามเป็นฐานการผลิตและตลาดยุทธศาตร์ ซึ่งเป็นการผสานข้อได้เปรียบของเวียดนามในฐานะประเทศที่กำลังยกระดับมาตรฐานกรีนอย่างรวดเร็ว เข้ากับเครือข่ายกำลังการผลิตของเอสซีจีในอาเซียน เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และตอบสนองต่อเงื่อนไขการค้ารูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าคาร์บอนต่ำ ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ‘ESG 4 Plus’

‘LSP’ กับการก้าวสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีคาร์บอนต่ำ

การลงทุนกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐของเอสซีจีในเวียดนามครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ทั้งปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง และท่อพลาสติก ซึ่งต่างมีการพัฒนามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป โดยมีโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) เป็นศูนย์กลางของการยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยงและต้นทุน ขณะเดียวกันยังติดตั้งเทคโนโลยีสีเขียว เช่น หอเผาไร้ควัน (Enclosure Ground Flare) ระบบบำบัดน้ำเสีย และเทคโนโลยีลดมลพิษ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลก ซึ่งเริ่มถูกนำไปใช้เป็นดัชนีการซื้อขายในหลายตลาดแล้ว

ขณะเดียวกัน โครงการเพิ่มการใช้ก๊าซอีเทน (LSPE) ที่มีความคืบหน้าแล้วกว่า 20% ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรฐานของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยการใช้ก๊าซอีเทนเป็นวัตถุดิบเพิ่มเติมสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงานที่สอดคล้องกับเงื่อนไขการค้าในอนาคต ซึ่งให้ความสำคัญกับวัฏจักรการผลิตที่สะอาดและโปร่งใสมากขึ้น

‘BMP’ กับการยกระดับมาตรฐานกรีน

ธุรกิจท่อและข้อต่อพลาสติก Binh Minh Plastics (BMP) ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการยกระดับมาตรฐานกรีนในอุตสาหกรรม โดยได้มีการพัฒนา Green Growth Roadmap และเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น WRAS และ Singapore Green Product ระดับ ‘Leader’ ควบคู่ไปกับการลงทุนระบบอัตโนมัติเพื่อประหยัดพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยผลิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่ผู้รับเหมาและผู้พัฒนาโครงการทั่วอาเซียนเริ่มนำ ‘มาตรฐานสีเขียว’ มาเป็นหนึ่งในเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง

ภารกิจผลักอุตสาหกรรมสีเขียวในอาเซียน

‘กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์’ Country Director – Vietnam และรองผู้จัดการใหญ่ เอสซีจีซี กล่าวว่า กลยุทธ์ Regional Optimization ทำให้เอสซีจีสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเชิงสิ่งแวดล้อมจากไทยไปยังโรงงานในเวียดนาม ซึ่งสอดคล้องกับ ‘มาตรฐานความยั่งยืนที่ถูกคาดหวังจากตลาดโลก’ ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขหลักของการทำการค้าในอนาคต

พร้อมเสริมว่า LSP ถูกพัฒนาให้เป็นโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีสีเขียวในกระบวนการผลิต ขณะที่โครงการ LSPE จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบและลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว นอกจากนี้ การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของเอสซีจีในเวียดนามซึ่งรวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมต่อระบบการค้าใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสะอาดของห่วงโซ่อุปทานมากกว่าศักยภาพในการผลิตเพียงอย่างเดียว

นอกจากมิติทางธุรกิจแล้ว เอสซีจียังได้ดำเนินการด้านสังคมควบคู่กัน เช่น โครงการ Sharing the Dream ที่มอบทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 6,000 ทุน และโครงการ Loving Water for the Future ที่ช่วยติดตั้งท่อน้ำสะอาดให้แก่ชุมชนกว่า 1,500 ครัวเรือน ซึ่งสะท้อนการพัฒนาอย่างรอบด้านและช่วยหนุนภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะศูนย์กลางการผลิตสีเขียวที่เชื่อถือได้ของภูมิภาค

“ทิศทางตลาดโลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาและปริมาณ ไปสู่การแข่งขันเรื่องความยั่งยืนเชิงประจักษ์มากขึ้น ทำให้เวียดนามมีศักยภาพโดดเด่นในฐานะฐานผลิตสีเขียวของอาเซียน และการลงทุนใน LSP และ BMP คือหลักฐานของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคที่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นเงื่อนไขการค้าหลักของภูมิภาคในอนาคต” กุลเชฏฐ์กล่าวทิ้งท้าย