ขณะนี้ มีข่าวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 อาจไม่ผ่านในวาระสาม เพราะ สว. อาจโหวตคว่ำ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวถึงกรณีที่ ครม. มีมติให้เปิดประชุมสภา สมัยวิสามัญ ระหว่างวันที่ 10-11 ธ.ค. เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในวาระสอง ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีร่วม 50 มาตรา สมาชิกสามารถอภิปรายได้ทุกมาตรา แต่เชื่อว่าระยะเวลา 2 วัน จะอภิปรายกันหนักมาก แต่สุดท้ายการโหวตจะยืนตามเสียงข้างมาก

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการคาดการณ์ว่า สว. อาจลงคะแนนไม่ให้ผ่านในวาระสาม เพราะมีข้อติดใจ อาทิ คุณสมบัติของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ หรืออำนาจของ สว. ในการเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เป็นไปได้ เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่า การแก้ไขต้องใช้เสียง สว. ร่วมเห็นชอบด้วย หากการอภิปรายในวาระสองที่มีประเด็นเป็นผลกระทบ อาจส่งผลให้ในวาระสามไม่ผ่านด้วย แต่จากการประเมินทิศทางของ สว. ผ่าน กมธ. ที่เป็น สว. นั้น แนวโน้มยังเป็นไปตามเสียงข้างมาก และขึ้นอยู่กับเสียงข้างมาก

“เนื้อหาที่กังวลหนักสุดคือ ที่มาของ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน ที่ถูกชี้นำครอบงำได้จากการเลือกของรัฐสภายุคหน้า ทำให้รัฐธรรมนูญตกเป็นของคนกลุ่มนั้น ซึ่งทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชนค่อนข้างยาก ยกเว้นว่ารัฐสภารับข้อสงวนของ กมธ. เสียงข้างน้อยที่สงวนไว้ ผมสงวนให้ใช้วิธีการเลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน ไม่ยึดติดกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คือ ใช้การลงมติโหวตเลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ โดยต้องผ่านเกณฑ์เสียงข้างมาก ที่ได้รับความเห็นชอบจากทุกภาคส่วน คือ มี สว. เห็นชอบ 1 ใน 5 หรือ 40 คน และได้เสียงฝ่ายค้าน 20% เพื่อลดการถูกครอบงำ และตนมองว่าสูตร 20 หยิบ 1 นั้น จะทำให้เกิดการครอบงำ หรือเสียงข้างมากกินรวบ”

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน (ปชน.) โฆษก กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐสภา ร่วมกันแถลงความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ที่ประชุม กมธ. พิจารณาครบทุกมาตราแล้ว วันที่ 26 พ.ย. นี้ จะเป็นการทบทวนถ้อยคำ และเชิญผู้แปรญัตติมาชี้แจง ซึ่งหวังว่าทุกอย่างจะทำให้เสร็จได้ภายในวันที่ 26 พ.ย. เพื่อที่จะส่งให้ประธานรัฐสภาบรรจุวาระต่อไป การเปิดประชุมสมัยวิสามัญวันที่ 10-11 ธ.ค.จะเพียงพอหรือไม่ ที่ประชุม กมธ. ยังไม่ได้เริ่มจัดเวลา แต่ได้คำนวณไว้ว่า ถ้าการพิจารณาในวันที่ 10 ธ.ค. และ 11 ธ.ค. ไม่เพียงพอ ก็จะใช้วันที่ 12 ธ.ค. ที่เป็นวันเปิดสมัยประชุมสภาสามัญพอดี เพื่อจะได้พิจารณาต่อไปได้เลย

นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐสภา แถลงว่า กมธ. ในสัดส่วนพรรคเพื่อไทย สงวนความเห็นไว้หลายประเด็น เพื่อนำไปสู่การอภิปรายในรัฐสภา ได้แก่ 1.ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ตามที่พรรคเพื่อไทยเสนอ จะดีกว่า มีแค่ กมธ.ยกร่าง ที่มา ส.ส.ร. ของพรรคเพื่อไทย คือให้ประชาชนเลือกตั้ง 300 คน และให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คนจากนั้น ส.ส.ร. ตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ

เชื่อมั่นว่าการมี ส.ส.ร. ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะกลไกที่ออกแบบมาไม่ใช่การเลือกผู้ร่างโดยตรง 2.ที่มา กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามสูตร 20 หยิบ 1 ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นของเสียงข้างมาก พรรคเพื่อไทยจึงสงวนความเห็นคือ ที่มา กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน ให้มาจากรัฐสภาเพียง 25 คน คือ 28 หยิบ 1 และอีก 10 คนมาจากการแต่งตั้งของรัฐสภาจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เช่น รัฐธรรมนูญ รัฐศาสตร์ ให้คนที่มีความรู้ ความสามารถถ่วงดุลการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็น กมธ. ของรัฐสภาทั้งหมด

ส่วน กมธ.รับฟังความเห็น จำนวน 35 คน ได้สงวนไว้ว่า ให้รัฐสภาเลือก 25 คน และอีก 10 คน มาจากการคัดเลือกขององค์กรสมาคมต่างๆ เช่น สื่อมวลชน คณบดีด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นต้น

“หากรัฐสภามีอยู่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเกิดเมื่อใดก็ได้ หรือจะพิจารณารัฐธรรมนูญเมื่อใดก็ได้ กำลังพิจารณาในรายละเอียด ไม่อยากเห็นการยื่นหรือไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขัดขวางการอภิปรายรัฐธรรมนูญ วาระ 2 ไม่อยากให้อ้างว่ายุบสภา เพราะพรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ดังนั้นจะไม่ยื่นจนกว่าวาระ 2 แล้วเสร็จ” นายชูศักดิ์ กล่าว

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงความพร้อมเลือกตั้งทั่วไปหากรัฐบาลยุบสภาก่อน MOA วันที่ 31 ม.ค. 69 ว่า กกต. พร้อม ยุบสภาวันพรุ่งนี้ กกต. ก็พร้อม จะวันไหนเราพร้อมทุกเงื่อนไข เรื่องประชามติ ถ้าจะทำรัฐบาลก็แจ้งมาเท่านั้นเอง ส่วนการแบ่งเขตเลือกตั้งทั่วไป ถ้ายุบสภาก่อนสิ้นปีนี้ ก็จะใช้จำนวนประชากรของปี 2567 ซึ่งเราเตรียมไว้แล้ว แต่ถ้าหลังจากปีใหม่ต้องใช้จำนวนประชากรในรอบสิ้นปี 2568 ต้องแบ่งเขตใหม่ จริงๆ เราเห็นจำนวนประชากร ปี 2567 แล้วปี 2568 ก็คงไม่ได้ต่างกันมาก อาจจะมีบางพื้นที่ ที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย มีเพิ่มมีลด จังหวัดหนึ่งเพิ่มก็จะไปลดอีกจังหวัดหนึ่ง

นายแสวง กล่าวอีกว่า ในเรื่องประชานิยมของพรรคการเมือง ที่ประชาชนบอกว่า กกต. ไม่ทำอะไรเลยนั้น กกต. ไม่มีอำนาจที่จะไปบอกว่านโยบายนี้ดีหรือไม่ดี เพราะมีนโยบายหาเสียงกว่า 500 นโยบาย ที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอมา ซึ่งเข้าข่ายเป็นประชานิยม เราก็ไม่มีศักยภาพที่จะวิเคราะห์ว่านโยบายไหนดีหรือไม่ดี เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต้องให้ข้อมูลกับประชาชนเข้าใจและให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ส่วนปัญหาใหญ่ที่เป็นคำถามทุกการเลือกตั้งคือมีการซื้อสิทธิขายเสียง เรามีระบบศูนย์ข่าวมีชุดตรวจเคลื่อนที่เร็ว เรามีบัญชีหัวคะแนนหมด แต่สิ่งที่ยากคือการหาพยานหลักฐานที่จะนำมาใช้ในการวินิจฉัยเพื่อจะว่าใครกำลังทำผิดกฎหมาย ซึ่งหากผู้สมัครไม่ทำเสียเองหรือประชาชนไม่รับซื้อเอง มันก็จะไม่เกิดขึ้น.

“ทีมข่าวการเมือง”