เรียกได้ว่าหายหน้าหายตาไปทุ่มเทเวลาให้กับการทำหน้าที่คุณพ่อแบบเต็มตัว จนทำให้หลายคนคิดถึงอย่างมาก แต่ล่าสุดพระเอกหนุ่ม “พอร์ช ศรัณย์” ได้มาร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์ “My Century : สำรับ สลับ ศตวรรษ” ซึ่งกลับมาพร้อมความหล่อเหลาเหมือนย้อนกลับไปช่วงเข้าวงการใหม่ๆ ทั้งนี้สื่อมวลชนไม่พลาด ขออัปเดตชีวิตคุณพ่อสุดหล่อและการคัมแบ๊กกลับมาทำงาน

พอร์ช เปิดใจถึงช่วงสองปีที่ผ่านมาทุ่มเทให้กับการเลี้ยงดู “น้องโฮมส์” ลูกชายวัย 2 ขวบ 6 เดือน อย่างเต็มที่ จนทำให้มีช่วงที่หายไปจากหน้าจอว่า “สำหรับช่วงนี้เริ่มเข้าที่เข้าทางกับลูกแล้ว ตอนแรกยังกังวลอยู่ ทุกวันนี้เวลาไปถ่ายงาน ก็จะจัดตารางเวลาไปส่งลูกที่โรงเรียนตอนเช้าก่อน แล้วบ่ายก็ไปรับ จากนั้นจึงมาทำงาน กล่าวคือ เริ่มกลับมารับงานเมื่อสามารถปรับตัวได้แล้วว่า ช่วงไหนรับงานได้ ช่วงไหนต้องไปรับลูก แล้วด้วยความที่เลี้ยงลูกมาเอง ทำให้เหมือนติดลูก พอลูกไปโรงเรียนแล้วจะมีโมเมนต์ที่รู้สึกว่าไม่อยากแยกจาก มันเหงามากกว่า ปกติจะอยู่กับลูก 24 ชั่วโมง แต่ทุกวันนี้คือไปส่งลูกตอน 08.00 น. และลูกจะไม่อยู่จนถึง 13.00 น.

ช่วงแรกรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรทำในช่วงที่ลูกไม่อยู่ แต่สรุปคือ คิดถึงลูก ไม่มีอะไรทำ นั่งรอเวลาไปรับ การเป็นคุณพ่อเต็มเวลา ทำให้การจัดสรรเวลาของตัวเองไปอยู่กับลูกหมด และช่วงหลังมานี้ เวลามาทำงานก็จะมาล่วงหน้าหน่อย เผื่อเวลาไว้ ถามว่ามันกลายเป็นเรียกว่าคนติดลูกได้ไหม ก็ติดนะ แต่ลูกไม่ติดเรา ลูกไปโรงเรียนแล้วเขาก็ดีครับ มีอะไรมาใหม่ๆ ทุกวัน เพราะตอนนี้ลูกอายุ 2 ขวบ 6 เดือน แล้วก็ช่วงนี้เริ่มงอแง เริ่มงอแง เริ่มพูดคำว่า “No no” เยอะ คือไปโรงเรียนสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้แล้ว พูดเป็นคำเดียว คือ “No” กับ “Thank”

ส่วนการเรียนรู้หรือเข้าสังคม ผมว่าการให้เขาไปเรียน ทำให้เขามีสังคมมากขึ้น เพราะตอนที่อยู่กับผมมากๆ เขาจะยังไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะไม่ได้ออกนอกบ้าน และไม่ค่อยได้เจอเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่พอไปโรงเรียน เขาก็มีเพื่อนรุ่นเดียวกัน เริ่มมีทะเลาะกับเพื่อนนะ แต่ไม่ได้ถึงกับทะเลาะรุนแรง แค่เหมือนน้องโฮมส์เป็นเด็กที่ไม่ชอบให้ใครจุกจิก ถ้าโดนตัวปุ๊บ เขาจะปัดออกไป ก็ต้องเริ่มสอนแล้ว คุณครูแนะนำว่า ให้พยายามใส่ข้อมูลไปทุกวัน พอกลับมาบ้าน ผมก็จะบอกลูกทุกวันว่า เพื่อนไม่ได้ตั้งใจโดนเรานะ บางทีเขาคิดว่าคนมาทำร้ายเขา แต่จริง ๆ แล้วเพื่อนแค่เต้น หรือแค่แตะนิดๆ หน่อยๆ

คืออยากให้ลูกเฟรนด์ลี่ แต่เขาจะอินโทรเวิร์ตนะ ส่วนเวลาอยู่ที่โรงเรียน จะมีเด็กๆ กอดกัน จับมือกัน ถ้าเขาจะอยู่กับเพื่อนจะไม่เป็นไร แต่หลังๆ เริ่มมีแล้ว เพราะคุณครูจะเริ่มให้เพื่อนจูงมือกัน แต่เขาไม่ได้โอเคกับทุกคน แต่จะมีเพื่อนสนิทของเขา จะมีพี่พิมพ์กับนีโอ ถามว่าทำไมถึงสนิท ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เขามาพูดให้ฟังทุกวัน เขาจะมาเล่าว่า วันนี้น้องโฮมส์ผลักเพื่อนด้วย ที่ผลักเพราะว่าเพื่อนมาดึงเสื้อน้องโฮมส์ ซึ่งเป็นเรื่องของเด็กที่เขาไม่ได้โมโหอะไรกัน แค่ดึงๆ กัน เราก็ต้องคอยบอกเขาว่า อย่าอารมณ์เสีย มันเป็นแค่การเล่นกัน แต่เขาเข้าใจนะ มันเหมือนตอนนี้สนุกกับการที่ได้สอน เพราะเขาเริ่มรู้เรื่อง

ถามว่ามันเหนื่อยไหม เพราะเด็กกลับมาทุกวัน อารมณ์เขาจะเปลี่ยนไปทุกวัน ไม่เหมือนตอนที่อยู่กับเราทั้งวัน ใช่ คืออารมณ์เปลี่ยนจริง อย่างบางทีจะนอนอยู่ดีๆ ก็พูดขึ้นมาว่า น้องโฮมส์ไม่รักปะป๊าล่ะ พอเราถามว่าทำไม เขาก็บอกว่า น้องโฮมส์รักปะป๊า เอ้า คืออยู่ดีๆ ก็พูด เหมือนเขาอยากจะแสดงความรู้สึก เวลาเขามีอารมณ์ต่างๆ เราจะสอนให้เขาจำสีไว้ เช่น เวลาเขาโกรธก็คือตัวสีแดง มีความสุขคือสีเหลือง เวลาเขาโมโหก็จะบอกว่า “น้องโฮมส์ วันนี้ตัวสีแดงแล้วนะ” วิธีการสอนนี้มาจากหนังสือ ที่อ่านให้เขาฟัง เพื่อให้เขารับรู้อารมณ์ตัวเองว่าอารมณ์สีแดงคือไม่ดี คืออารมณ์โกรธ

แล้วในโมเมนต์พ่อลูกที่เขาจะบอกรักพ่อ เขาจะบอกรักเวลาเขาอยากได้อะไรที่มีผลประโยชน์ ปกติจะหอมได้ตลอด แต่ช่วงหลังๆ เริ่มไม่ได้แล้ว นี่เพิ่ง 2 ขวบ 6 เดือนเองนะ เวลาจะหอมแก้มก็จะมีเงื่อนไข โอ้โห เอาจริงๆ เข้าเซเว่น เราบอกว่า “ว่าจะแวะเซเว่นซื้อรถซะหน่อย” แล้วลูกก็จะพูดว่า “น้องโฮมส์รักปะป๊า” (หัวเราะ) ณ วันนี้เขาโตมาได้ 2 ขวบกว่า ถามว่ารู้สึกดีใจ ภูมิใจไหม หรือรู้สึกว่าได้ลบคำสบประมาทของตัวเอง คือผมมั่นใจในตัวเองมากกว่า เพราะเราศึกษาข้อมูลเยอะ และตั้งใจที่อยากจะเลี้ยงเขาออกมาให้ดีจริงๆ อย่างผมคือตัดทุกอย่างที่มันจะทำให้เรากับลูกมีปัญหา

อย่างสิ่งที่รู้สึกว่าต้องลดละแล้วก็ต้องเลิก คือเรื่องแอลกอฮอล์ เลิกไปนานแล้ว 2 ปี ตั้งแต่มีลูก ก็ดื่มน้อย นานๆ ที แต่รู้สึกว่าถ้าเราไม่ดื่ม มันก็มีความสุขได้นี่หว่า ทุกวันนี้ความสุขคือการได้เห็นพัฒนาการของลูกในทุกๆ วัน ส่วนสังสรรค์ไม่มีเลย กลายเป็นคุณพ่อที่ติดลูกไปหมดแล้ว ส่วนใหญ่จะสังสรรค์กับลูก และมีแก๊งแม่ๆ เขามานัดกันตอนเย็นๆ เราก็ไปยืนคุยกับเขาด้วย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงมา ถามว่าลูกติดพ่อ หรือว่าพ่อติดลูก ลูกติดพ่อครับ และพ่อติดลูกด้วย

มันเลยทำให้เราหายไปเลี้ยงลูกเลย คือจริงๆ แล้ว อยากทำหน้าที่นี้ให้มันเต็มที่ ผมไม่ได้มีพี่เลี้ยง เลยคิดว่าอยากจะเลี้ยงลูกให้ Full Time สุดๆ คือเราไม่อยากให้เขาขาดความรัก เพราะรู้ว่าในช่วงอายุตั้งแต่เกิดจนถึงไม่กี่ปีนี้ เขาอยู่กับเราแค่นี้ เดี๋ยวพอเขาโต เขาจะกอดไม่ได้ หอมไม่ได้แล้ว อันนี้มีประสบการณ์ที่ไปถามคนอื่นมา ขนาด 2 ขวบ 6 เดือน เดี๋ยวนี้ยังกอดไม่ค่อยได้ เหมือนเขารู้ว่าเป็นผู้ชายด้วยกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ อย่างอยู่โรงเรียน คุณครูคนอื่นได้ ถ้าเป็นคนสนิทจะกอดรักได้หมดเลย แต่กับผมจะมีความแบบ… ถ้าอยู่นอกบ้าน จะไม่ค่อยกอด ถ้าอยู่บ้านนอนกอดกันได้ แต่ถ้ามีคนอยู่ด้วย เขาจะเริ่มมีความอาย มีความเขิน

คือเขาเหมือนผม มีความเป็นแบบที่ไม่ชอบความจุกจิก แต่เขากลับเป็นคนน่ารัก เข้าสังคมได้ ใครให้ทำอะไรทำหมด เวลาออกมานอกบ้าน แต่ถ้าอยู่บ้านจะงอแงกับแค่ผม ก็อยากเลี้ยงให้เขาเป็นตัวตนของเขา เขาชอบอะไรไม่ชอบอะไรก็จะไม่บังคับ อยากทำอะไร ทำเลย ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องทำ ไม่ห้าม ไม่ซีเรียส เวลาเขาอยากทำอะไรจะถามเขาก่อน แล้วเมื่อคืนอยู่ดีๆ ก็บอกว่า “น้องโฮมส์อยากไปแคมป์ปิ้ง” แต่ไม่ได้ไปนานแล้วไง เพราะมีช่วงหนึ่งพอเขาเริ่มโต พาไปไม่ได้ เขาจะร้องทั้งคืน แต่เดี๋ยวปีนี้จะลองไปดู

ในส่วนของพ่อแม่เรา เขาภูมิใจผมมากกว่า ช่วงเลี้ยงลูกแรกๆ พ่อแม่จะโทรฯ มาถามว่าไหวไหม ให้แม่ไปช่วยไหม ผมบอกว่าไม่ต้องมาช่วย ให้มาช่วยเฉพาะเวลาที่ผมออกงานดีกว่า ทุกวันนี้แม่ก็จะช่วยเลี้ยงเฉพาะเวลาที่ผมออกมางานอย่างนี้ พอเรามีลูกติดอย่างนี้ ชีวิตส่วนตัวของตัวเองต้องจัดสรรหรือเติมเต็มตัวเองอย่างไร คือไม่มีเลย ตอนนี้ยังจัดสรรตัวเองไม่ค่อยได้ เพราะนอนดึกก็ไม่ได้ เนื่องจากน้องโฮมส์ตื่นเช้า คือตื่น 06.00 น. ลูกนอน 19.00 น. ผมจะนอนประมาณ 22.00 น. คือเราไม่มีชีวิตส่วนตัวเลย ถ้าอยากจะไปเที่ยวไหนก็คือลูกไปด้วย กิจกรรมก็เลยเปลี่ยนไป

ส่วนเพื่อนแก๊งปาร์ตี้เรา แทบไม่ได้เจอเลย ปกติเมื่อก่อนกลางคืนต้องขับรถเข้าทองหล่อเลย แต่ตอนนี้อยู่บ้านอย่างเดียวเลย เชื่อไหมว่า 2 ปี 6 เดือนนี้ ผมตื่น 06.00 น. เช้ามา 2 ปีแล้ว ไม่คิดว่าจะทำได้ ถามว่าลูกทำให้พ่อเปลี่ยนไหม จริง ผมว่ามีลูกทำให้ผมเปลี่ยนจริง ๆ ถ้าเรานอนดึก อีกวันหนึ่งเราจะเพลีย สภาพจิตใจจะไม่ดี แล้วเวลาลูกทำอะไร เราจะอารมณ์ไม่ดี ซึ่งไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้น

หลายคนบอกว่า ทำไมเราดูหล่อเหมือนย้อนกลับไปเข้าวงการใหม่ ๆ เลย ผมว่าน่าจะเพราะนอนเร็ว แล้วก็ดูแลสุขภาพดี อาหารการกิน แอลกอฮอล์ไม่กินเลย เมื่อก่อนมีความคิดว่าเจอเพื่อนต้องปาร์ตี้ต้องดื่ม แต่ทุกวันนี้รู้ว่าไปเจอเพื่อน เพื่อนกินกัน ผมไม่กินก็ได้ มันก็สนุกได้ แค่นั่งเสพบรรยากาศ ชิลชิล และก็น่าจะผอมลงเยอะ ตอนนี้เหลือ 68 กิโลกรัม จากเมื่อก่อนที่พีค 85 ซึ่งตอนนี้หนัก 68 กิโลกรัมนี้ เท่ากับตอนเข้าวงการใหม่ ๆ ตอนนี้ พอร์ช ศรัณย์ คนดีคนเดิมกลับมาแล้วครับ พร้อมทำงาน ปีหน้านี้บอกพี่เบิ้มแล้วว่า รับงานแล้ว ทั้งถ่ายละคร หนัง จัดมาได้เลย เพราะปีที่แล้วบอกไว้ว่า ขอเลี้ยงลูกก่อน

ตอนนี้เราจัดการเรื่องครอบครัว เรื่องลูกได้แล้ว ช่วงแรกๆ เราจัดการไม่ได้เพราะกังวล กังวลว่าบางทีแม่อาจจะเลี้ยงได้ไม่เท่าเรา แต่ทุกวันนี้ลูกเริ่มมีความคิด เริ่มโตขึ้น เริ่มอยู่ได้และเริ่มเข้าใจแล้ว อย่างผมออกมาทำงาน เขาไม่งอแง ถ้าเป็นเมื่อก่อน คือออกมาทำงานนี่ โอ้โห ร้องจะไปด้วย ตอนนี้เต็มที่ครับ”