เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 68 นายภาณุมาศ รวมสุข เจ้าของร้านไสว อาหารทะเล ริมถนนทางเข้าดอนหอยหลอด ถนนพระราม 2 ต.บางจะเกร็ง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ในฐานะประธานชมรมร้านอาหาร จ.สมุทรสงครามซึ่งมีสมาชิกทั้งร้านใหญ่ร้านเล็ก จำนวน 140 ราย ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และกำลังเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวาง เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีข้อกำหนดสำคัญ ได้แก่ การห้ามจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง “เวลาต้องห้าม” คือ 00.00-11.00 น. และ 14.00-17.00 น. พร้อมบทลงโทษสูงสุดปรับเป็นเงินถึง 10,000 บาท ทำให้ผู้ประกอบการหลายกลุ่มแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะกระทบต่อรายได้ เศรษฐกิจท้องถิ่น และภาคการท่องเที่ยวโดยตรง

นายภาณุมาศ กล่าวว่า แม้เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะชี้แจงผลการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีมติผ่อนผันการบังคับใช้เป็นเวลา 6 เดือน และเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 15 วัน ก่อนประกาศลงราชกิจจานุเบกษาในช่วงต้นเดือนธันวาคม แต่เสียงคัดค้านจากผู้ประกอบการยังคงต่อเนื่อง

“ในฐานะที่ตนเป็นผู้แทนผู้ประกอบการฯ ได้มีการพูดคุยกับสมาชิกฯ ทุกคนไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะทำให้ร้านอาหารได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ กลับไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความเห็น กฎหมายนี้เหมือนมัดมือชก” พร้อมชี้ว่า ร้านขาย ลาบ ส้มตำ น้ำตก และร้านอาหารท้องถิ่นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มียอดขายหลักในช่วงบ่าย หากลูกค้าเข้ามาใช้บริการคาบเกี่ยวเวลาห้ามขาย ร้านก็ไม่สามารถจำหน่ายหรือให้ลูกค้านั่งดื่มได้ ส่งผลกระทบหนักโดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น ตลาดน้ำอัมพวา ดอนหอยหลอด และตลาดร่มหุบ ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติมักมองว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติ

นายภาณุมาศ ย้ำว่ารัฐควรคำนึงถึงปากท้องประชาชนเป็นหลัก และกังวลว่าหากบังคับใช้เข้มงวด อาจเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ได้ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้วิจารณญาณและความรอบคอบในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการรายเล็กและเศรษฐกิจท้องถิ่นในภาพรวม

ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การค้าขายก็ลำบากขึ้น ถ้ากฎหมายใหม่ออกมาในลักษณะนี้อาจกระทบหนักขึ้นไปอีก ทำให้เกิดคำถามว่านี่เข้าข่าย “เหมารวม” ไหม เพราะถ้าออกกฎหมายบังคับใช้ทั่วประเทศ ทั้งร้านเล็ก ร้านใหญ่ การค้าขายซบเซาแน่ ในมุมมองของผู้ประกอบการ ตนเข้าใจว่ากฎหมายที่ออกมา มีเจตนาป้องกันข้าราชการที่พักเที่ยงแล้วนั่งดื่มกินในเวลาราชการหรือเปล่า จึงกำหนดช่วงบ่ายสองถึงเย็นให้เป็นช่วงเวลาห้ามขายเพราะเป็นเวลาราชการ เพราะในกฎหมายใหม่ได้ขยายข้อห้ามมากขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าจะกระทบต่อการทำมาหากินของร้านอาหารและธุรกิจบริการโดยรวม

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจข้อมูลออนไลน์ของกระทรวงสาธารณสุข (29 พฤศจิกายน 2568) ระบุว่า การกำหนดเวลาขาย 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น. มีผู้เห็นด้วย 21% ไม่เห็นด้วย 79% ส่วนการกำหนดเวลาขาย 11.00–24.00 น. ระยะ 180 วัน มีผู้เห็นด้วย 84% ไม่เห็นด้วย 16% และข้อยกเว้นให้สนามบิน สถานบริการ และโรงแรมมีผู้เห็นด้วย 84% ไม่เห็นด้วย 16% ขณะที่การอนุญาตให้ดื่มต่อได้ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงหลังหมดเวลาขาย มีผู้เห็นด้วย 88% ไม่เห็นด้วย 12%