สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ คงเป็นบทเรียนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในการสร้างความเข้าใจกับการสื่อสารที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น เอาแค่สองคนที่บทเรียนเห็นชัด คือ“โฆษกโต้ง”สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกรัฐบาล ที่ตอบคำถามแบบ“ดูไม่ค่อยใจเย็นพอ” เมื่อถูกถามว่าน้ำท่วมหาดใหญ่เอาอยู่ใช่หรือไม่ กลับไล่คนถามไปถามตอนปี 54 ที่น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ

อีกคน “รัฐมนตรีแบต”ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ  ก็เสียทรง เมื่อถูกถามว่า การที่ปัญหาลุกลาม เพราะประเมินสถานการณ์ผิดพลาดใช่หรือไม่  พอจบคำถาม รมต.แบตปิดการสนทนา ปิดไมค์หนี แล้วมาแก้ต่างวันรุ่งขึ้นว่า “ไม่อยากให้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยว อยากให้พูดคุยกันแค่เรื่องการแก้ปัญหา ณ ขณะนี้”

ด้าน“นายกฯหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย บอกว่า“ผมรับผิดชอบแต่ผู้เดียว”โดนหนักสุด เพราะมีการตั้งคำถามจากคนไม่ชอบภูมิใจไทยว่า “เคยเป็นทั้ง รมว.สาธารณสุขช่วงโควิด รมว.มหาดไทย ทำไมถึงประเมินความช่วยเหลือที่ต้องการไม่ถูก” และยังว่า ทำไมไม่จัดระบบบริหารแบบรวมศูนย์แต่เนิ่นๆ

จากนี้ ก็ควรเป็นบทเรียนในประเทศไทย ว่า จากภาวะโลกร้อน สภาพอากาศมีโอกาสแปรปรวนสูง อะไรที่เราไม่เคยได้เห็นก็อาจเกิดขึ้น การเคลื่อนย้ายประชากรเข้าเมืองใหญ่ การไม่วางผังเมืองที่ดีให้มีการระบายน้ำได้ไว มันส่งผลกระทบเวลามีอุทกภัย วาตภัยอย่างมาก รัฐบาลที่ดีต้องมีแผนรับรองการเผชิญเหตุไม่คาดฝันขนาดใหญ่

 ถ้ารัฐบาลหนูอยู่ ยุบสภาเดือน ธ.ค.68 หรือปลาย ม.ค.69 ก็ถือว่า เวลามันเหลือไม่มากทั้งสิ้น เมื่อมีเรื่องอุทกภัยใหญ่มาประกอบกับใกล้เลือกตั้งด้วย  ข้อแนะนำที่ส่งไปถึงรัฐบาลก็มีนัยยะการเมืองเข้ามาเกี่ยว มีกระแสข่าวเรียกร้องให้นายกฯหนูลาออก เพื่อโชว์แมน แสดงความรับผิดชอบที่ดูแลสถานการณ์ได้ไม่ดี มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ตัวจี๊ดเพื่อไทย “โอปอ”อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ ย้ำว่า รัฐบาลเหมือนถูกประชาชนไม่ไว้วางใจแล้ว  อดีต กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากร ส่งเสียงให้นายกฯ ลาออกเพื่อความสง่างาม เปิดโอกาส ครม. ชุดใหม่เข้ามาจัดการปัญหาต่ออย่างเป็นระบบ ซึ่งถ้านายกฯหนูลาออกจริง ตั้ง ครม.ใหม่ ก็ไม่จำเป็นต้องยึด MOA ที่จะให้ยุบสภาในปลายเดือน ม.ค.69

ความเห็นของสมชัย คือ ถ้านายกฯลาออก สภายังอยู่ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังเดินหน้าต่อเนื่องได้   สภาผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากนั้นทำประชามติว่าประชาชนเห็นชอบกับการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ และเห็นด้วยกับวิธีที่รัฐสภาเสนอหรือไม่ เมื่อผลประชามติออก จึงเดินหน้ายกร่าง หรือถ้าประชามติไม่ผ่านก็ปล่อยตก      

“หรือหากพรรคประชาชน ( ปชน.) จะร่วมมือกับใคร จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากที่ตัวเป็นแกนนำ ก็เป็นโอกาสในการแสดงความสามารถในการบริหารประเทศ แก้ทั้งปัญหาชายแดน ปัญหาสแกมเมอร์ และ การเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างได้ผล แบบนี้ ก็ยังไม่ต้องยุบสภา ไม่ต้องรีบประชามติ เอาเงินเลือกตั้งเกือบหมื่นล้านไปช่วยภาคใต้ก่อน”    

อายุของสภาผู้แทนราษฎร ปกติคือ 4 ปี การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คือวันที่ 14 พ.ค.66 ถ้าสภาครบวาระ และเลือกตั้งใหม่ใน 45 วันหลังครบวาระ คือเลือกตั้งราววันที่ 28 มิ.ย.70 ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลก็เปลี่ยนนโยบาย จากที่จะยุบสภา อาจอยู่ต่อถึงปี 70 ให้ครบวาระก็ได้ ซึ่งนับดูเวลาปีครึ่ง ถ้าเดินหน้างานต่อเนื่องไม่พักไปเพื่อเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ?

ให้ลองจับตาดูว่า เพื่อไทยจะกระทุ้งข้อเสนอนี้หรือไม่  ในทางที่เป็นคุณกับเพื่อไทยเพื่อดึงคะแนน  ถ้ารัฐบาลภูมิใจไทยลาออก ก็เย้ยหยันได้ว่า“บริหารสถานการณ์ล้มเหลว” ให้พรรคส้มตั้งรัฐบาล  เพื่อไทยอาจโหวตให้แต่ไม่ร่วมเหมือนที่พรรคส้มทำกับรัฐบาลนี้ แล้วรอดูฝีมือบริหารของนักการเมืองหน้าใหม่   ถ้าไม่มีอะไรว้าวๆ ให้เป็นที่น่าประทับใจ ก็ใช้เล่นงานทางการเมือง“เก่งแต่ปาก”

แม้จะเป็นข้อเสนอที่ดูยาก  แต่การเมืองวันนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่ใครจะเคลื่อนไหวก่อนล่ะ ?.