ประเด็นที่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จะต้องเผชิญต่อจากนี้ หลังจากเกิด มหาอุทกภัย ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นอกจากต้องเร่งฟื้นฟู และเยียวยาผู้ประสบภัย โดยแรงกระแทกทางการเมืองหนีไม่พ้นการรับมือกับกระบวนการตรวจสอบในสภา ซึ่งชัดเจนแล้ว “พรรคเพื่อไทย (พท.)” จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ๆ โดย “นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. กล่าวว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะยื่นหลังจากการอภิปรายรัฐธรรมนูญ (รธน.) วาระ 2 ในวันที่ 10-11 ธ.ค. แต่จะเป็นช่วงเวลาใด ต้องรอให้คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พท.หารือกับ คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ก่อนให้ที่ประชุมพรรคตัดสิน
ส่วนตัวมองว่า ควรยื่นซักฟอก หลังจากการแก้ รธน.ในวาระ 3 เสร็จสิ้นแล้ว โดย หลังจากแก้ รธน.วาระ 2 เสร็จในวันที่ 11 ธ.ค.แล้ว จะต้องทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อโหวตวาระ 3 ในวันที่ 26 ธ.ค. ดังนั้น น่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ช่วงต้นปี 2569 พรรค พท.จะได้ไม่ถูกครหาเตะถ่วงแก้ รธน. เพราะยื่นหลัง รธน.ลงมติในวาระ 3 แล้ว ระยะเวลาการยื่นอภิปรายห่างจากการลงมติ รธน.วาระ 2 แค่ 10 กว่าวัน ไม่แตกต่างกันมาก

ด้าน “นายโสภณ ซารัมย์” รองนายกฯ ในฐานะ แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้ความเห็นถึงกรณี การบริหารงานของรัฐบาล อาจจะส่งผลกระทบกับความรู้สึกประชาชนภาคใต้ อย่างเช่น ผลนิด้าโพลที่ระบุถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ โดยมีลำดับที่ประชาชนคนใต้ อยากให้เป็นนายกฯ หล่นลงมาจากเดิม ว่า ไม่ห่วงเรื่องกระแสการเมือง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ เขารับรู้กันเอง แต่ต้องเรียนประชาชนว่าถ้าเราเอาสถานการณ์มาปั่นเป็น กระแสแห่งความสามัคคี เฟคนิวส์ จริงบ้างหรือไม่จริงบ้าง เพื่อให้ประชาชนหลงผิด เวลาและการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์การกระทำของรัฐบาล
“พวกผมไม่ได้วอรี่กับ เรื่องกระแส เรื่องโพล วันนี้ก้าวข้ามเรื่องนั้นแล้ว สิ่งที่จะต้องทำก็คือเราจะเยียวยาจิตใจกันอย่างไร แล้วในระยะยาวจะทำกันอย่างไร มันไม่เพอร์เฟกต์ เราก็รู้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะทำให้สมบูรณ์ได้ มันเกินคาด แต่จะทำอย่างไรในส่วนที่บกพร่องก็เป็นอุทาหรณ์ ส่วนความนิยมทางการเมือง ถ้าบอกว่า พวกผมทำผิด ประชาชนก็ต้องตัดสิน ไม่ใช่คนบางกลุ่มที่ไปปั่น ความจริงจะปรากฏของมันเอง” นายโสภณ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพรรค พท. ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วนายกฯ ยุบสภาในสถานการณ์วิกฤติน้ำท่วม จะส่งผลกระทบในเชิงลบกับ ภท.มากกว่าหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ภท.ไม่เกี่ยว แต่เราประกาศแล้วว่าถ้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ยุบสภา ส่วนที่ประชาชนบอกว่าจะยุบแล้วจะมีผลกระทบ กับน้ำท่วมก็เป็นเรื่องของคนที่ยื่น ถ้าคนที่ยื่น ไม่เห็นความสำคัญ ของความเดือดร้อนของประชาชน
“เพราะผมประกาศมาก่อนหน้านี้แล้ว คุณยื่นมา ผมก็ยุบ ส่วนที่เราเป็นรัฐบาลรักษาการ เราก็เดินหน้าทำเต็มที่ แต่อาจจะ ลดลงหน่อยหนึ่ง ในฐานะเป็นรัฐบาลรักษาการ” นายโสภณ กล่าว
นั่นหมายความว่า พรรค ภท.จะปล่อยให้พรรค พท. ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือไม่ เพราะถ้ารอการไปถึงการพิจารณาให้ ความเห็นชอบร่าง รธน. วาระที่ 3 อาจต้องเผชิญกับญัตติซักฟอก หรือพรรคแกนนำรัฐบาลจะตัดสินใจยุบสภา วันที่ 12 ธ.ค. หากเกิดเรื่องเช่นนั้นจริง รัฐบาลจะถูกครหาเรื่อง การหนีกระบวนการตรวจสอบ ทำให้การแก้ไข รธน.ไม่ไปถึงฝั่งฝัน และอาจเป็นปัญหา ในการหาเสียงเลือกตั้ง ที่สำคัญบรรดาบ้านใหญ่จะตัดสินใจใหม่ หลังย้าย เข้าซบพรรคสีน้ำเงิน หรือไม่ นอกจากนี้ยังต้องเผชิญวิกฤติศรัทธาเกี่ยวกับการรับมือกับ ปัญหาอุทกภัย ถูกกล่าวหาว่า หนีการแก้ไขปัญหา เรื่องที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

ด้าน “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรค พท. กล่าวถึงความคืบหน้าในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังมีข้อมูลว่าพรรคพท.จะยื่นหลังวันที่ 11 ธ.ค.นี้ ว่า ไม่มีข่าวในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นข่าวที่ไม่มีกระบวนการออกจากพรรค พท. ส่วนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ย้ำว่า ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ที่จะมาคุยในนาทีนี้ ยืนยันกระบวนการตรวจสอบพรรค พท. ไม่ได้หยุดนิ่ง ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด และติดตามการทำงานของรัฐบาล เรื่องการบริหารจัดการผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งประเด็นเรื่องการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ของรัฐบาล จะนำไปอยู่ในเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ซึ่งถือเป็นการบริหารของรัฐบาล เป็นข้อบกพร่องผิดพลาด
“…เรื่องกระบวนการยื่นซักฟอก เป็น การตรวจสอบไม่มีเหตุใดๆ ที่รัฐบาลจะต้องยุบสภา เพื่อหนีการซักฟอก เพราะฉะนั้นหากพรรคพท. ยื่น รัฐบาลก็มีหน้าที่ ในการตอบเท่านั้น สภามีหน้าที่ในการตัดสินใจรับรองให้ดำเนินการในฐานะภารกิจรัฐบาลต่อหรือไม่ เป็นไปตามกลไก และไม่มีเหตุใดที่จะมาอ้าง และหนีจากกระบวนการในการตรวจสอบ มองว่าคนที่พูดเช่นนั้น อาจไม่เข้าใจกลไก ตามระบบประชาธิปไตย จึงได้พูดคำนี้ออกมา…” หัวหน้า พท. กล่าว

ส่วน “นายวิทยา แก้วภราดัย” สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงการยุบสภา ระหว่างที่พิจารณา แก้รัฐธรรมนูญ (รธน.) ไม่แล้วเสร็จว่า ว่า หากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ จะยุบสภาวันที่ 12 ธ.ค.นี้ รธน.ไม่ได้อะไร ได้ยุบสภาอย่างเดียว หากยุบก่อน วันที่ 25 ธ.ค.นี้ ก็ไม่ได้ เพราะยังไม่ผ่านวาระ 3 ความรู้สึกของประชาชน อยากเร่งรัดรัฐบาลเรื่องแก้ปัญหา 3 เรื่องหลัก คือ 1.น้ำท่วมภาคใต้ 2.ปัญหาชายแดน และ 3.ปัญหาสแกมเมอร์ ทุจริตข้ามชาติ รัฐบาลควรทำเรื่องเหล่านี้ให้เสร็จ ถ้าไม่ทำ ผมคิดว่ารัฐบาลลำบาก ถ้ายุบสภาวันที่ 12 ธ.ค. แล้วทิ้งปัญหาทั้งหมดไว้ โดยรัฐบาลไปเผชิญหน้ากับการเลือกตั้ง คิดดูให้ดี ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากเกิดเหตุการณ์จลาจลใน พื้นที่ อ.หาดใหญ่ จะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะปี 2518 น้ำท่วมที่ จ.นครศรีธรรมราช เกิดเหตุเผาจวนผู้ว่าฯ และ ปี 2531 มีการปิดป่า จนคนตาย 300-400 คน ขอให้เป็นบทเรียนที่ รัฐบาลนำมาพิจารณา
นายวิทยา กล่าวต่อว่า ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องทำ หากเล่นการเมือง มากกว่าปัญหาประชาชน เชื่อว่าจะกลับมาไม่ได้ ดังนั้นต้องแก้ปัญหาให้จบ หากไม่แก้อะไรเลย ทิ้งปัญหา ถ้าเกิดยุบสภาก่อน ขอถามว่าความปั่นป่วนจะเกิดอะไรขึ้น ใครมีอำนาจจริง ใครจะเชื่อว่าพวกคุณจะได้กลับมา ตอนนี้ได้สั่งการ แต่ตอนทำหน้าที่รักษาการ จะสั่งใครไม่ได้ ขอให้มาแก้ปัญหาดีกว่า เมื่อถึงเวลาผิด ก็ไปว่าในสภา เมื่อถามว่า หากพรรค พท. ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ทางพรรค รทสช.จะร่วมด้วยหรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า อยากให้ตรวจสอบ เร่งรัดไปแก้ปัญหา มากกว่าเล่นเกมการเมือง หรือเร่งยุบสภา เพราะยุบหรือไม่ยุบสภาไม่ใช่สาระสำคัญ เมื่อถามย้ำว่า นายอนุทิน เคยระบุว่าหากฝ่ายค้าน ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะยุบสภาหนี นายวิทยา กล่าวว่า “หนีก็หนีไป แล้วต้องหนีทั้งชีวิต แล้วจะกลับมาเผชิญหน้าเขาได้อย่างไร ถ้ากลับมาเขาเผาหาดใหญ่ทั้งหาดใหญ่ เผาบ้านผู้ว่าฯ แล้ว เพราะทุกอย่างมีบทเรียน ดังนั้น ควรถอดบทเรียน ในอดีตมาดู”

ด้าน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการ กกต. กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมชี้แจง การเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติ เกี่ยวกับเรื่องการบริจาคเงิน ว่า เรื่องการบริจาคเงินตามประเพณี หรือมีเหตุอันสมควร ให้เป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยจำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการให้ตามประเพณีหรือเมื่อมีเหตุอันสมควรและการยื่นคัดค้านเกี่ยวกับ การบันทึกค่าใช้จ่าย ในการเลือกตั้ง สส.ครั้งต่อไป พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ โดยกรณีการให้ในแต่ละโอกาส ตามประเพณี เช่น งานศพ งานบุญ งานขึ้นบ้านใหม่ ทางพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองซึ่งเป็น สส.หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่เกิน 3,000 บาท
นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณี เมื่อมีเหตุอันสมควร แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเป็น สส.หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง บริจาคได้ไม่เกินโอกาส 300,000 บาท ส่วนพรรคการเมือง บริจาคได้ในแต่ละโอกาสไม่เกิน 3,000,000 บาท หากบริจาคเกินจากที่กำหนด จะถูกกันยอด ในส่วนที่เกินไปนั้นไว้ ใช้สำหรับ การเลือกตั้งครั้งถัดไป เพื่อไม่ให้เกิดการ ได้เปรียบเสียเปรียบ กันมากเกินไป ทั้งนี้การบริจาคในกรณีภัยพิบัตินี้สามารถบริจาคให้บุคคล หรือองค์กร หน่วยงานใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องบริจาคผ่าน หน่วยงานที่กำหนดเท่านั้น
“..กกต.ไม่ได้ปิดกั้น ไม่ได้ห้าม ดังนั้น น้ำท่วม สส. บริจาคได้เต็มที่เลย ภายใต้วงเงินตามที่บอกในแต่ละโอกาส ถือว่าเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน พรรคไหน ใครมีศักยภาพเท่าไหร่ก็ไปดูแลประชาชนในพื้นที่ของตัวเองได้ และหาก สส.จะบริจาคข้าวสาร หรือสิ่งของ สามารถโฆษณา ได้ว่าเป็น สส.ในพื้นที่นี้ เป็นพรรคการเมืองนี้ได้ จะติดสติกเกอร์ของบริจาคได้เต็มที่เลย แตกต่างจากท้องถิ่นถ้าอยู่ในห้วง 180 วันก่อนครบวาระ ผู้ที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นจะบริจาค จะทำอะไร มันก็สุ่มเสี่ยงมากๆ เลย แต่ถ้าเป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถทำได้ตามมาตรา 65 จะบริจาค จะดูแลประชาชนในพื้นที่ปกครองท้องถิ่น จะอนุมัติงบประมาณใหม่สามารถทำได้ แต่ต้องระมัดระวังด้วย ต้องไม่บอกว่านายกคนนั้น คนนี้ อันนี้อันตราย อาจจะนำมาสู่ การผิดกฎหมายได้..” นายเกรียงไกร กล่าว
เมื่อถามว่าจะมีการตรวจสอบ ป้องกันการบริจาค ในอัตราที่เกินจากกฎหมายกำหนด ผ่านญาติ หรือนอมินีอย่างไร นายเกรียงไกร กล่าวว่า เดิมตนก็เข้าใจว่าในส่วนของนักการเมือง บริจาคน้ำท่วม 1 เหตุการณ์ได้ไม่เกิน 300,000 บาท แต่ในข้อเท็จจริงคือ 1 คนจะบริจาคกี่ครั้งก็ได้ในเหตุการณ์ภัยพิบัตินั้นๆ แต่การบริจาค 1 ครั้ง จะบริจาคได้ไม่เกิน 300,000 บาท ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลให้ผู้อื่น ไปบริจาคแทน เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าการบริจาค วันนี้ 300,000 บาท พรุ่งนี้ 300,000 บาท และวันต่อๆ ไป วันละ 300,000 บาท ได้ใช่หรือไม่ นายเกรียงไกร กล่าวว่า ใช่ ตอนนี้เป็นมติ กกต.แล้ว และไม่มีกำหนดว่าบริจาคได้แค่กี่วัน เพราะภัยพิบัติไม่ได้นาน เป็นเดือน สองเดือน อย่างน้ำท่วมภาคใต้ก็ราว 1 สัปดาห์
ก่อนหน้านั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ออกมาเตือนนักการเมืองทั้งระดับชาติ และท้องถิ่น เกี่ยวกับเรื่อง การบริจาคเงิน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จนก่อให้เกิดเสียง วิจารณ์ในแง่ลบ เหมือนเป็นการปิดกั้น การช่วยเหลือประชาชน
ทีมข่าวการเมือง



