องค์กร Rocket Media Lab ซึ่งรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการเมือง เผยแพร่ข้อมูลภายหลังมีราชกิจจานุเบกษา ประกาศจำนวน สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดพึงมี อิงจำนวนราษฎรสัญชาติไทยทั่วราชอาณาจักร วันที่ 31 ธ.ค.67 จำนวน 64,953,661 คน คิดเป็นราษฎรโดยเฉลี่ย 162,384 คน ต่อ สส.หนึ่งคน ซึ่งเมื่อคำนวณแล้ว ในการเลือกตั้งปี 2569 มี 2 จังหวัดที่ สส.เขตลดลง คือ นครศรีธรรมราช จาก สส. 10 คน เหลือ 9 คน ลพบุรี จาก สส. 5 คน เหลือ 4 คน และมี 2 จังหวัดที่เพิ่มขึ้น คือ ปทุมธานี เพิ่มขึ้นจาก 7 คนเป็น 8 คน สมุทรสาคร เพิ่มจาก 3 คน เป็น 4 คน  

“นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย  กล่าวว่า เมื่อปรับเขตเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่จะไปหาเสียงก็ต้องปรับตัวเอง สร้างนโยบายที่โดนใจประชาชน ดีกว่ามานั่งคิดว่าได้เปรียบหรือเสียเปรียบใคร การแข่งขันเกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนโยบายและการสร้างความเชื่อมั่นน่าเชื่อถือ ว่าถ้าเลือกเรา จะสามารถทำงานให้ประชาชนได้ เป็นที่น่าพอใจ จึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  

เมื่อถามถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าจะสามารถจับมือกับพรรคประชาชน (ปชน.) ได้หรือไม่ เนื่องจากได้ปฏิบัติตาม MOA นายกฯ กล่าวว่า ก่อนการเลือกตั้ง ไม่มีพรรคไหนมาพูดว่าจะจับมือกับพรรคไหน หรือไม่จับกับพรรคไหน ไม่เกิน 2-3 เดือนก็จะมีการเลือกตั้งแล้ว พรรคภูมิใจไทยก็ต้องหาผู้สมัครที่ดีที่สุด

เมื่อถามว่า วันที่ 12 ธ.ค. 68 นี้จะไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองใช่หรือไม่ (ยุบสภาก่อนเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ) นายกฯ กล่าวว่า “คาดเข็มขัดนิรภัย” ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า  พรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณว่าจะไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ใช่หรือไม่ นายกฯ ยกมือโบกปฏิเสธ ก่อนตอบว่า  ยังไม่ได้คุย แต่เราเผชิญเหตุได้ทุกสถานการณ์ เมื่อถามต่อว่าหากไม่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หมายความว่ารัฐบาลจะอยู่ถึงวันที่ 31 ม.ค.2569 ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “อยู่ไม่เกินวันที่ 31 ม.ค.69 ก็แล้วกัน หากยื่นเข้ามาก็เป็นไปตามกระบวนการ ว่ากันไปตามรัฐธรรมนูญและขั้นตอน”

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ หนู ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) เป็นประธานในงานสรุปผลการปฏิบัติงาน ประจำปี 2568 และแถลงแผนการปฏิบัติงาน ประจำปี 2569 ของ กอ.รมน. นายกฯ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและจัดการกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ ได้หารือกับทางผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผอ.กอ.รมน.เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ให้มุ่งสู่ความมั่นคงที่ยั่งยืน ทันสมัยและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเปลี่ยนการทำงานเป็นเชิงรุกแก้ปัญหา มุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการ ทุกหน่วยงานมีแนวทางการปฏิบัติงานและความพร้อมการทำงานด้านป้องกัน 

“ขอให้ทุกหน่วยงานได้ดำเนินงานดังนี้ 1.การป้องกันภัยคุกคามเร่งด่วน ให้มุ่งยับยั้งเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ  ให้ความสำคัญกับการสกัดกั้นอาชญากรข้ามชาติและปัญหายาเสพติดตามแนวชายแดน  สร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน ป้องกันคอลเซ็นเตอร์ และสร้างเครือข่ายการแจ้งเบาะแสเข้าสู่ทุกพื้นที่ แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ  กอ.รมน.ต้องพัฒนาขีดความสามารถด้านข่าวกรอง  สกัดข่าวปลอม ป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยกในสังคม

2.การสนับสนุนงานรัฐบาลและการดูแลประชาชนมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่กับการแก้ปัญหาความมั่นคงเชิงพื้นที่  แก้ไขปัญหาที่มีอยู่จริง ทั้งการค้ามนุษย์ และสถานภาพของบุคคลไร้สัญชาติ  3.ปรับปรุงองค์กรและเสริมภาพลักษณ์ให้โปร่งใส เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรให้เท่าทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่”

พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการมอบหมายนโยบายของนายกฯ  การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งนายกฯ ระบุว่า การซื้ออาวุธยังมีความจำเป็น ว่า กองทัพมีแผนการจัดซื้อจัดจ้างอาวุธ แต่เมื่อมีสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา  เราต้องกลับมาทบทวนแผนเพื่อเสริมสร้างกองทัพให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับสถานการณ์  ปี 2570 ต้องจัดซื้ออาวุธทั้งระบบ ทั้งอาวุธระยะไกล ระยะสั้น รวมถึงอาวุธที่ติดตัวกำลังพลว่ามีส่วนไหนที่ยังขาด ซึ่งกองทัพจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ ว่ายุทโธปกรณ์ประเภทใดที่ต้องจัดซื้อจัดหา  

“กองทัพบกยึดถือเรื่องการซ่อมยุทโธปกรณ์เป็นหลักก่อนจัดซื้อ  อะไรที่ซ่อมได้ก็จะพยายามซ่อมก่อน หรือมีอะไรที่จำเป็นต้องจัดหาเพื่อความทันสมัย และสอดรับกับสถานการณ์ ต้องคิดล่วงหน้า นโยบายในการดูแลกำลังพล ทั้งรัฐบาลและกองทัพเน้นย้ำว่า กำลังพลต้องมีความพร้อม ทั้งขวัญกำลังใจ และขีดความสามารถในการฝึก รวมถึงยุทโธปกรณ์ประจำตัว”

นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะอดีตเลขานุการ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการทำประชามติสอบถามประชาชนต่อการเห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า  ที่มีข้อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เร่งรัดตั้งคำถามประชามติไม่สามารถทำได้  ต้องรอให้มีมติจากรัฐสภาก่อน คือรัฐสภาเปิดสมัยประชุมเสียก่อนจึงจะดำเนินการ ซึ่งรัฐสภา และ ครม.จะต้องร่วมกันพิจารณากันเองว่าจะออกคำถามพร้อมกันกับคำถามที่ 2 ตอนพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 แล้วเสร็จช่วงปลายเดือน ธ.ค.นี้หรือไม่  ดำเนินการโดยสมาชิกรัฐสภาส่งเรื่องให้ประธานรัฐสภาถามไปยัง ครม.

ทีมข่าวการเมือง