เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี, พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนผู้บริหารดีเอสไอและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ “Operation Copperhead” ทลายเครือข่ายเหมืองขุดบิตคอยน์เถื่อนรายใหญ่ในภาคกลาง
การปฏิบัติการเริ่มขึ้นวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอสนธิกำลังร่วมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 เข้าตรวจค้น 7 จุด ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร 6 จุด และอุทัยธานี 1 จุด แบ่งเป็นโกดัง 4 แห่ง และบ้านพัก 3 แห่ง ตรวจยึดเครื่องขุดบิตคอยน์ จำนวน 3,642 เครื่อง มูลค่ารวม 270 ล้านบาท พร้อมอุปกรณ์ระบบไฟและโครงสร้างประกอบอีก 30 ล้านบาท รวมมูลค่าการลงทุนมากกว่า 300 ล้านบาท
เครื่องขุดส่วนใหญ่ซุกซ่อนอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ดัดแปลงติดระบบเก็บเสียงและระบายความร้อนด้วยน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบการใช้พลังงานผิดปกติ เบื้องต้นพบว่ามีการเดินระบบนานกว่า 3 ปี ทำให้รัฐสูญรายได้จากการใช้ไฟฟ้าโดยมิชอบมากกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันการสืบสวนยังพบข้อมูลเส้นทางการเงินโยงเข้าสินทรัพย์ดิจิทัลและการหมุนเวียนเงินในขบวนการรวมกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวพันกับกลุ่ม “จีนเทา” เครือข่ายในเมียนมา และเชื่อมโยงขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติอย่างเป็นระบบ
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า หน่วยงานกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขยายผลการฟอกเงินและดำเนินการยึดทรัพย์ โดยเตรียมประสานงานกับประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทางการจีนซึ่งมีการหารือเบื้องต้นแล้ว เพื่อเร่งปิดเครือข่ายให้สิ้นเส้นทาง

ก่อนหน้านี้ดีเอสไอเคยดำเนินปฏิบัติการ “Bitforge Operation” เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 ยึดเครื่องขุดบิตคอยน์ได้ 1,788 เครื่องในสมุทรสาคร ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่ปฏิบัติการครั้งล่าสุด
หลังแถลงข่าว นายอนุทินได้ลงพื้นที่ตรวจดูของกลางอย่างละเอียด โดยระบุกับสื่อมวลชนว่า การกระทำครั้งนี้เป็นการขโมยไฟฟ้าในระดับอุกอาจ ใช้ไฟจำนวนมากโดยไม่ชำระค่าใช้จ่ายต่อรัฐ สร้างผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานและประชาชนจำนวนมาก พร้อมย้ำให้ดีเอสไอและหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งติดตามทรัพย์สินเพื่อชดเชยความเสียหายแก่รัฐ
“นโยบายของรัฐบาลชัด ไม่ใช่แค่จับรายคดี แต่ต้องทำให้ประเทศไทยปลอดภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์ ฟอกเงิน สแกมเมอร์ และอาชญากรรมดิจิทัลทุกรูปแบบ ใครทำผิด ไม่ว่าชื่ออะไรต้องถูกดึงออกจากระบบ” นายอนุทิน กล่าว พร้อมระบุนโยบาย “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหากพบเชื่อมโยงนักการเมืองหรือกลุ่มผู้มีอิทธิพล นายกรัฐมนตรี ตอบทันทีว่า ก.ม. ต้องใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีการละเว้น ไม่คำนึงถึงตำแหน่งหรือฐานอำนาจ พร้อมทิ้งประโยคสำคัญว่า “ผมเพื่อนน้อย ไม่มีหนี้ต้องใช้แทนใคร”
ส่วนประเด็นความคืบหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คดีอดีตผู้บัญชาการเรือนจำร้อง ป.ป.ช. และกรณี “ฮั้ว สว.-เขากระโดง” นายอนุทิน ระบุ ให้เป็นไปตามขั้นตอนของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ โดยรัฐบาลยึดหลักกฎหมายเป็นที่ตั้ง และไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของรัฐในการปราบปรามธุรกิจบิตคอยน์เถื่อน -การลักลอบใช้ไฟ-เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ซึ่งกำลังก่อผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และอาจเป็นต้นทางของอาชญากรรมไซเบอร์ในหลายมิติ โดยดีเอสไอประกาศจะเดินหน้าขยายผลต่อเนื่อง เพื่อปิดเครือข่ายทั้งระบบ ไม่ให้กลับมาใช้ไทยเป็นฐานอีก



