เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. นพ.ศุภกร ตุลย์ไตรรัตน์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวถึงผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ว่า ถ้าภาพรวมผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้ป่วยจากฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม 2.5 ปี 2568 จากข้อมูลของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ อยู่ที่ประมาณ 10,000,000 คน ยังไม่รวมผู้ที่เข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลเอกชนหรือคลินิกเอกชน ถ้ามองถึงสถานการณ์ ถ้าถามว่าหนักหรือไม่ก็ต้องบอกว่าพีเอ็ม 2.5 ไม่ได้ทำให้มีอาการหนักขนาดนั้น แต่ทำให้มีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ซึ่งถ้าเทียบกับปี 2567 มีเคสทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 12,000,000 คน ดังนั้นปี 2568 ถือว่าลดลงนิดหน่อยแต่ก็ยังไม่ครบทั้งปีจึงเทียบได้ยาก แต่ถ้าเทียบกับปี 2566 มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 11,000,000 คน ส่วนปี 2565 มีผู้ได้รับผลกระทบ 10,000,000 คน

ทั้งนี้ จากข้อมูลคนไข้และการศึกษาวิจัยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มโรคทางเดินหายใจ แต่ในส่วนนี้ก็จะมีแยกย่อยเป็นหลอดลมอักเสบ เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรังหอบหืด รองลงมาคือกลุ่มโรคผิวหนัง ผื่นคัน และอีกระบบคือระบบตา ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ ทั้งนี้ ย้ำว่ากรณีกลุ่มโรคทางเดินหายใจนั้นถ้าเป็นคนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วก็ต้องบอกว่ามีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นหอบหืด หรือปอดอุดกั้นเรื้อรัง เพียงแต่อาจจะไม่ได้มีจำนวนที่นับเฉพาะในขณะที่มีอาการรุนแรง เพราะตัวที่รายงานเข้ามาเป็นสถิติของประเทศนั้นทุกเคสทั้งอาการเล็กน้อย ปานกลาง รุนแรง

เมื่อถามถึงกรณีที่ผ่านมาพบคนที่มีเลือดกำเดาไหล ไอเป็นเลือดในช่วงฤดูฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เมื่อสอบสวนโรคเชิงลึกแล้วเกิดจากฝุ่นดังกล่าวจริงหรือไม่ หรือเป็นโรคร่วมอย่างไร นพ.ศุภกร กล่าวว่า มีทั้งสองแบบทั้งที่เกิดจากพีเอ็ม 2.5 จริงๆ และเกิดจากอย่างอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับพีเอ็ม 2.5 แต่ถ้าถามว่าพีเอ็ม 2.5 ทำให้เกิดภาวะเหล่านี้ได้หรือไม่ก็ต้องตอบว่าเกิดได้ ซึ่งอาการเลือดกำเดาไหลอาจจะอยู่ระดับปานกลาง ส่วนความรุนแรง เช่น หอบเหนื่อยในคนที่เป็นหอบหืดอยู่แล้ว หรือเป็นปอดอุดกั้นเรื้อรังอยู่แล้ว แล้วถูกกระตุ้นด้วยพีเอ็ม 2.5 ก็มีโอกาสที่จะเป็นหนักถึงขั้นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนป่วย เพียงแต่จำนวนเคสไม่ได้มีการนับไว้อย่างชัดเจน

นพ.ศุภกร กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าจะแก้ปัญหาระยะยาวจริงๆ ต้องแก้ที่ต้นเหตุของการเกิดฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ซึ่งส่วนใหญ่สัมพันธ์กับปัญหาเศรษฐกิจด้วย เช่น การเผาทางการเกษตร การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ เมื่อเทียบกับช่วงโควิดมีการปิดเมือง ใช้รถน้อย ผลคือพีเอ็ม 2.5 ก็ลดน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้นตอนนี้ถ้าจะแก้ระยะยาวก็ต้องส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าให้มากขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาการเผาทางการเกษตรรัฐบาลก็ต้องมีนโยบายสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนจากการเผาเป็นการทำอย่างอื่น

เมื่อถามว่าหากไม่มีการแก้ที่ต้นเหตุและทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ซ้ำๆ เรื่อยๆ จะส่งผลกับสุขภาพในระยะยาวอย่างไรหรือไม่ เช่น โรคมะเร็งปอด หรือมะเร็งอื่นๆ นพ.ศุภกร กล่าวว่า ก็ต้องบอกว่าเพิ่มความเสี่ยงอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามะเร็งปอดนั้นพิสูจน์ได้ยาก ว่าเป็นเพราะพีเอ็ม 2.5 หรือไม่ เพราะไม่มีแล็บที่ตรวจได้เป็นการเฉพาะว่าเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่ เพียงแต่ทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าพีเอ็ม 2.5 ยิ่งมีปริมาณมากก็ยิ่งมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น ยิ่งมีการสัมผัสในระยะยาวก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดเป็นมะเร็งปอดมากยิ่งขึ้น แต่สัมผัสนานแค่ไหนถึงจะเกิดโรคนั้น ข้อมูลไม่ได้มีบอกเอาไว้ชัดเจน แต่ยิ่งสัมผัสหลายปีก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้น

นพ.ศุภกร กล่าวว่า ดังนั้นจึงขอแนะนำประชาชนว่าถ้าเป็นไปได้ขอให้หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในช่วงที่ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 หนาแน่น ถ้าจะออกจากบ้านก็ขอให้เช็กค่าฝุ่นก่อน ถ้าจำเป็นต้องออกจากบ้านก็ขอให้ป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ถ้าจะให้ดีที่สุดคือชนิด N95 และขอให้สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวด้วยก็ดี เพราะคนที่มาสัมผัสที่ตัวก็มีโอกาสทำให้เกิดผิวหนังผื่นอักเสบได้ เมื่อกลับบ้านมาก็ขอให้รีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ส่วนอะไรที่สามารถปรับแผนไม่ต้องออกนอกบ้านแล้วหันมาทำในบ้านแทนได้ก็ขอให้ทำ เช่น การออกกำลังกาย จากที่เคยไปออกไปวิ่งกลางแจ้ง ก็เปลี่ยนมาเป็นการเข้าฟิตเนสแทน และหากสงสัยว่าจะได้รับผลกระทบจากพีเอ็ม 2.5 ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาการทางเดินหายใจเป็นหลัก หรืออาการทางผิวหนัง หรือทางตา ก็สามารถมาพบแพทย์ ซึ่งสามารถพบผ่านคลินิกมลพิษออนไลน์ หรือพบแพทย์ที่คลินิกมลพิษใกล้บ้านก็ได้.