นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในคราวประชุม เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2568 ได้อนุมัติแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัด วธ. ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง จำนวน 5 ราย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำความกราบบังคมทูลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนั้น เนื่องจากปัจจุบัน วธ. มีภารกิจที่จะต้องเร่งดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล นโยบาย รมว.วัฒนธรรม รวมถึงภารกิจที่ วธ. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ดำเนินการอีกหลายเรื่อง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จึงได้มีคำสั่ง วธ. แต่งตั้งให้ข้าราชการทั้ง 5 ราย รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง โดยมี น.ส.เพชรรัตน์ สายทอง เป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง รับผิดชอบเขตตรวจราชการส่วนกลาง กรุงเทพฯ รวมทั้งเขตตรวจราชการที่ 2, 10 และ 11 น.ส.ววราพรรณ ชัยชนะศิริ รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 5, 12 และ 16 น.ส.ลิปิการ์ กำลังชัย รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 4, 6 และ 14 น.ส.ฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 8, 9 และ 18 นางเสริมกิจ ชัยมงคล รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 3, 7 และ 13 และนายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 1, 15 และ 17

ปลัด วธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้ประชุมมอบนโยบายแก่ผู้ตรวจราชการ วธ.ชุดใหม่ โดยเน้นย้ำบทบาทสำคัญในการทำงานอย่างมืออาชีพ ในฐานะผู้แทน วธ. ที่ต้องกำกับดูแล ติดตาม เร่งรัดการดำเนินงาน ให้คำปรึกษาแนะนำ และตรวจราชการตามภารกิจของหน่วยราชการในสังกัด วธ. ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส มีมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ และยึดหลักธรรมาภิบาล เป็นหัวใจของการทำงาน โดยขอให้ผู้ตรวจราชการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นฐานในการพิจารณา ตรวจติดตามงาน ให้คำปรึกษาแนะนำการปฏิบัติที่เป็นไปตามกฎระเบียบและแบบแผนของทางราชการ รวมถึงในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อร้องเรียนต่างๆ ให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ รับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย ให้ครบถ้วน มีการคุ้มครองพยาน ผู้ที่ให้ข้อมูล เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ตลอดจนไม่แทรกแซงการบริหารงานของหน่วยรับตรวจ อีกทั้งต้องเสริมบทบาทเชื่อมประสานระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ เพื่อให้แผนงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมเกิดผลรูปธรรมต่อประชาชน และประเทศชาติในภาพรวม พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำให้ผู้ตรวจราชการยึดหลัก “ครองตน ครองคน ครองงาน” ส่วนสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่น การใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ การสร้างภาระให้แก่พื้นที่ และการปฏิบัติที่ขัดกับจริยธรรมของข้าราชการ เป็นต้น