เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 4 ธ.ค. ที่จังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในวันนี้ยังไว้ใจกัมพูชาไม่ได้ใช่หรือไม่ว่าเขาจะเปิดอีกเมื่อไหร่ ว่า เราต้องมีความพร้อมตลอดเวลาท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีบทสรุปเราคงไม่ได้พูดถึงความไว้ใจหรือไม่ไว้ใจ แต่เราต้องเตรียมในเรื่องของความพร้อมของเราเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทุกคนคงเห็นว่ามีความพร้อม แต่ความพร้อมไม่ได้ไปรบกับเขาอย่างเดียว แต่พร้อมในการที่จะเผชิญเหตุอย่างไร สิ่งแรกคือการเตรียมการอพยพพี่น้องประชาชนให้ไปในจุดที่ปลอดภัย เช่น ศูนย์พักพิงต่างๆที่จัดตั้งไว้ และในโรงเรียนต้องมีการจัดทำหลุมหลบภัย ซึ่งทำไว้ทุกๆโรงเรียนแล้วในเขต 7 จังหวัด และมีการซักซ้อม แม้กระทั่งให้นักเรียนต้องซ้อมเผชิญเหตุการณ์ว่าถ้าเกิดจริงจะต้องทำอย่างไร และการสนับสนุนทุกอย่างหลังจากที่เกิดเหตุแล้วเราจะต้องเร่งดำเนินการอย่างไรให้เกิดความพร้อมสูงสุด โดยเฉพาะชาวบ้านต้องมีอาหารครบต้องมีที่นอนครบ และต้องมีอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการดำรงชีพ โดยเราเคยทำมาแล้วในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 68 ซึ่งตอนนั้นเหตุการณ์จริงยังไม่มีการซ้อมแบบนี้ตอนนี้เราก็ใช้เหตุการณ์นั้นมาเป็นรูปแบบถอดบทเรียนออกมาและทำเป็นขั้นตอนและกระบวนการหากเกิดเหตุตรงไหนเราก็สนับสนุนซึ่งกันและกัน
เมื่อถามว่าในส่วนของรัฐบาลช่วงวันที่ 31 ม.ค. 68 จะต้องยุบสภาและช่วงนั้นเกิดเหตุอะไรขึ้นมาก็ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตรงนี้ไม่เกี่ยว ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้ยุบไปกับเขา เพราะผู้ว่าฯเป็นฝ่ายที่รับผิดชอบควบคุมสถานการณ์ หากมีสถานการณ์ไม่ดีจริงผู้ว่าฯก็ประกาศให้เป็นพื้นที่ฉุกเฉิน ซึ่งเขามีอำนาจที่จะอำนวยการสถานการณ์ในจังหวัดของพวกเขาได้อย่างเต็มที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือรัฐบาลและรัฐบาลให้การสนับสนุน
“สมมุติว่าเกิดมีอะไรในช่วงที่หลังยุบสภาแล้วยังไม่เลือกตั้ง ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลก็ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชนรัฐบาลก็มีอำนาจอย่างเต็มที่ในการเข้าสนับสนุนหรือระงับเหตุการณ์ ตอนนี้เท่าที่ทราบทุกอย่างก็ยังเป็นไปในทิศทางที่ยังเจรจากันได้อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ฉุกเฉินก็จะมีรัฐบาลในการบริหารประเทศตลอดเวลา” นายอนุทิน กล่าว.



