ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA เปิดเผยว่า ในปี 2567 ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวได้ถึง 9.95 ล้านตัน สูงสุดในรอบหลายปี โดยในช่วง 9 เดือนแรกมีมูลค่าการส่งออกกว่า 4,834 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 45.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าข้าวไทยยังคงเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตข้าวยังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของราคาและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก ทำให้ทิศทางการพัฒนาข้าวไทยในอนาคตไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณการส่งออก แต่ต้องมุ่งยกระดับมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า โดยเฉพาะการต่อยอดสู่ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพและ Functional Food ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ภูมิคุ้มกัน และคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ดังนั้น การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมข้าวไทยจึงจำเป็นต้องอาศัยงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับเจาะตลาดที่มีศักยภาพ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

โครงการ “การถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกและการผลิตชาใบข้าวจากใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105 เพื่อพัฒนาอาชีพในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดการเพิ่มมูลค่าข้าวไทยและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร” ถูกพัฒนาขึ้นในฐานะต้นแบบของการสร้าง value chain ใหม่  โดยมี ผศ. ดร. สุภัทร์ ไชยกุล จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยฯ พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากการปลูกข้าวแบบดั้งเดิม สู่การผลิตวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เทคโนโลยีดังกล่าวใช้รอบการผลิตระยะสั้นประมาณ 28 วัน สามารถเก็บเกี่ยว “ใบอ่อนข้าว” ได้ถึง 3 ครั้งต่อรอบการผลิต ให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 400 กิโลกรัมต่อไร่ ภายใต้การบริหารจัดการที่เหมาะสมและมีตลาดรองรับ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นอีกทางเลือกในการเสริมรายได้ให้เกษตรกรได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งเมื่อนำใบอ่อนข้าวไปแปรรูปเป็นชาเพื่อสุขภาพ ยังสามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น  ขึ้นอยู่กับคุณภาพมาตรฐานและช่องทางการตลาดของผลิตภัณฑ์

ด้าน ผศ.ดร.  เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาเทคโนโลยีการปลูกและเก็บเกี่ยวใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105 แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการแปลงปลูก การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ ไปจนถึงการวิเคราะห์สารสำคัญทางชีวภาพ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระและสารหอมระเหย เพื่อให้ได้วัตถุดิบมาตรฐานสูงและสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการนำร่องในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 350 ราย สามารถผลิตใบอ่อนข้าวคุณภาพสูงภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นกว่า 80% พร้อมสร้างรายได้และโอกาสใหม่ให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดสินค้าเกษตรมูลค่าสูงอย่างทั่วถึง

“ชาใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105” จึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรมสินค้า แต่เป็นหนึ่งในความพยายามสำคัญของ ARDA ในการสร้างอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญของการใช้ “งานวิจัยและนวัตกรรม” เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยจากการขายวัตถุดิบราคาต่ำ สู่การพัฒนาเป็นวัตถุดิบเชิงอุตสาหกรรมและสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับเกษตรกรได้เข้าถึงโอกาสใหม่ที่สร้างรายได้ที่ที่สม่ำเสมอให้เกษตรกร ตลอดจนผลักดันข้าวไทยสู่บทบาทใหม่ในตลาดโลกที่แข่งขันด้วย “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ” ควบคู่กับการรักษาบทบาทของข้าวไทยในฐานะพืชเศรษฐกิจ และอาหารหลักของประเทศ