การแต่งตั้ง นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ และนับเป็นการปิดฉากกระแสคาดเดาตำแหน่งข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ ในปีนี้

หากพิจารณาจากประวัติการทำงาน คงไม่มีใครปฏิเสธว่า นายรพีภัทร์เป็น “สายวิชาการตัวจริง” ผ่านงานสำคัญทั้งด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร การเจรจาเปิดตลาดส่งออก และการรับมือมาตรการทางการค้าจากต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นสำคัญของภาคเกษตรไทยในยุคที่การแข่งขันทางการค้ารุนแรงขึ้นทุกวัน

แต่คำถามสำคัญคือ…“คนเก่งด้านวิชาการ จะเป็นแม่ทัพใหญ่ที่เก่งด้านการบริหารด้วยหรือไม่”

เพราะตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้มีหน้าที่เพียงกำหนดนโยบายหรือขับเคลื่อนงานวิชาการเท่านั้น หากแต่ต้องดูแลหน่วยงานขนาดใหญ่ที่มีบุคลากรกว่าหนึ่งแสนคน งบประมาณนับแสนล้านบาท และต้องบริหารความสัมพันธ์ระหว่างกรมต่าง ๆ ที่บางครั้งมีแนวคิดและทิศทางการทำงานแตกต่างกัน

พูดง่าย ๆ คือ…จากเดิมที่เคยเป็น “ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน” วันนี้ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น “ผู้จัดการปัญหาทุกเรื่อง” และโจทย์ที่รออยู่ข้างหน้า ก็ไม่ใช่โจทย์เล็ก

ทั้งปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หนี้สินเกษตรกร สงครามการค้า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมไปถึงความคาดหวังจากฝ่ายการเมืองที่ต้องการเห็นผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว

ที่สำคัญ…เกษตรกรไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวน MOU หรือจำนวนตลาดที่เปิดได้เพียงอย่างเดียว

แต่เขาวัดจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ราคาพืชผลดีขึ้นหรือยัง” “รายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่” และ “ชีวิตดีขึ้นจริงหรือเปล่า”

อีกทั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยังถูกจับตาเสมอในฐานะ “ศูนย์กลางอำนาจราชการ” ที่ต้องทำหน้าที่ประสานทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ หากบริหารสมดุลไม่ได้ ย่อมทำให้การขับเคลื่อนนโยบายสะดุดได้ไม่ยาก

ดังนั้น การขึ้นมาของนายรพีภัทร์ จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคลในตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เท่านั้น

แต่เป็นการพิสูจน์ว่า…

จากอธิบดีสายวิชาการ จะสามารถก้าวข้ามบทบาทเดิม สู่การเป็น “แม่ทัพใหญ่” ของกระทรวงเกษตรฯ ได้หรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เกษตรกรไทยไม่ได้ต้องการเพียง “คนเก่ง” แต่ต้องการ “คนที่ทำให้ปัญหาของพวกเขาลดลงได้จริง