เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 68 นายนพดล อินนา สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ว่าสำหรับ MOU 2544 ศึกษาเรียบร้อยแล้ว ภายใน 1-2 สัปดาห์นับจากนี้จะขอมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ว่าจะให้ MOU 2544 คงอยู่หรือไม่ อย่างไร ซึ่งข้อมูลที่ทางคณะกรรมาธิการได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วน ประกอบกับลงพื้นที่ที่จังหวัดตราด พบว่าสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น 

นายนพดล กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้า MOU 2543 มีรายละเอียดพอสมควร ทั้งแนวชายแดน 7-8 จังหวัด ตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี จนถึง จ.ตราด ระยะทางรวมเกือบ 1,000 กิโลเมตร รวมถึงมีความซับซ้อนเรื่องสันปันน้ำ แนวลำคลอง และหลักเขตต่างๆ โดยเฉพาะสันปันน้ำ เมื่อ ค.ศ. 1907 ขณะนั้นไม่ได้มีการปักหลักเขต แต่ใช้แนวสันปันน้ำเป็นแนวเขตแดนแทน เมื่อเวลาผ่านไปร้อยกว่าปีก็เกิดความเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องไปสำรวจให้ชัดเจน อีกทั้งยังมีข้อมูลจำนวนมากจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ทาง กมธ. จึงจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อศึกษาอย่างละเอียด ไม่เกิน 1 เดือนว่า MOU 2543 ควรคงอยู่ ยกเลิก หรือแก้ไขปรับปรุงอย่างไร

เมื่อถามถึงแนวโน้มผลการศึกษา MOU 2544 เป็นอย่างไร นายนพดล กล่าวว่า จากที่กรรมาธิการอภิปรายหลายคน แต่ยังไม่ได้มีมติจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการ MOU 2544 มีอายุ 24 ปี แต่ยังไม่ได้ดำเนินการขยับเขยื้อน ยังไม่ก้าวหน้า ผิดกับ MOU 2543 ซึ่งมีความคืบหน้าเกินร้อยละ 60 ฉะนั้นจึงพิจารณาไม่ยากนัก จากนี้จะได้ขอมติจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการว่า MOU 2544 ควรคงอยู่ต่อไปหรือไม่ เพราะ 24 ปี ไม่คืบหน้า แสดงให้เห็นว่าอาจมีข้อผิดพลาดบางประการ ถ้าไม่มีปัญหาก็จะต้องมีคืบหน้าบ้าง ทั้งนี้ คาดว่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาภายใน 1 เดือนภายหลังเปิดสมัยประชุมรัฐสภา โดยจะพยายามนำผลการศึกษาทั้ง MOU 2543 และ MOU 2544  เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา แต่หาก MOU 2543 ไม่เสร็จ ก็จะนำเสนอผลการศึกษา MOU 2544 ก่อนเป็นลำดับแรก.