เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีฝุ่นพิษ PM2.5 กำลังปกคลุมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งใน กทม.และปริมณฑล รวมทั้งภาคตะวันออกและภาคเหนือ ว่า ทำไม พ.ร.บ.อากาศสะอาดถึงช้า ประชาชนกำลังสูดฝุ่น รอ สว.ประชุมหาช่องทางให้กลุ่มทุนเข้ามามีอำนาจในกฎหมายอากาศสะอาดหรือ แถมยังเกียจคร้าน ประชุม 4 ธ.ค. นัดประชุมครั้งต่อไป 18 ธ.ค. อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า ร่างกฎหมายอากาศสะอาดปัจจุบันกำลังพิจารณาอยู่ในชั้น สว.กันอย่างช้าๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าให้ทุกคนไปทำการบ้านก่อนบ้าง ประธานไม่ว่างบ้าง แต่ล่าสุดก็มีการขยับวันเดดไลน์ของชั้น สว. จาก 26-27 ม.ค.มาเป็น 13 ม.ค. 69 แล้ว ซึ่งก็ยังช้าอยู่ดี เรามาดูกันว่า ที่ช้านั้นเพราะ สว. เขาทำอะไรกัน
นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า การประชุมกรรมาธิการของ สว. เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ในที่ประชุมใช้เวลาเกือบทั้งวันในการพิจารณาแก้เนื้อหากฎหมายอากาศสะอาดในส่วนของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เพื่อให้ สภาหอการค้าไทย และ สภาอุตสาหกรรมไทย เข้ามาเป็นกรรมการในคณะกรรมการทุกคณะของร่างกฎหมายฉบับนี้ ดังนี้ 1. คณะกรรมการนโยบาย จากเดิมมีสัดส่วนของ “ภาคธุรกิจเอกชน” อยู่แล้ว แต่ สว.และผู้แทน กกร. ที่เข้าร่วมประชุมด้วยยังไม่พอใจ ต้องให้มีการเขียนเพิ่มไปอีกและระบุชัดเจนไปเลยว่า ต้องเป็น สภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมฯ ตามข้อเรียกร้องของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า 2. คณะกรรมการกำกับ มีหน้าที่ตรวจสอบกำกับ ประเมิน ตรวจสอบ ทาง สว.และผู้แทน กกร.ก็ล็อกเป้าเพิ่ม ให้มีสภาหอฯ และ สภาอุตฯ เข้าเป็นกรรมการตรวจสอบอีก การให้ภาคธุรกิจเอกชนมีบทบาทในคณะกรรมการนโยบาย (แบบไม่ล็อกสเปก) เป็นเรื่องที่ดี ตนเห็นด้วย แต่การให้เอกชนมาเป็นคณะกรรมการตรวจสอบแล้วยังล็อกตำแหน่งอีก อันนี้ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กฎหมายจะบังคับใช้กันอย่างไร ถ้าเราตั้งเอกชนมาตรวจสอบตัวเอง
นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า 3. คณะกรรมการวิชาการ ชัดเจนมากว่า สว.ทำงานเพื่อความพึงพอใจของ กกร.โดยไม่สนใจหลักการอะไรเลย เพราะคณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่ในการออกข้อมูลวิชาการไปเสนอคณะกรรมการนโยบายอีกที คือเป็นคณะที่เป็นเหมือนคลังสมองทางวิชาการในการร่างตัวเลขค่าคุณภาพอากาศ ทั้ง AQI และ AQHI เป็นคณะที่กำหนดข้อมูลทางวิชาการเพียงอย่างเดียว ที่ก็ต้องมีการส่งข้อมูลให้คณะกรรมการนโยบายระดับประเทศ หรือ ระดับจังหวัด รับทราบด้วยอยู่ดี ซึ่งทั้งสองคณะ ก็มีตัวแทนภาคธุรกิจเอกชน ร่วมด้วยอยู่แล้ว จะเอามาใส่ทำไม และไม่ได้ใส่ธรรมดา ล็อกสเปกให้เป็นสภาหอฯ และสภาอุตฯ อีกแล้ว
นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อไปว่า 4. คณะกรรมการเครื่องมือเศรษฐศาสตร์ อันนี้ตนเห็นด้วย ถ้าจะให้มีตัวแทน “ภาคธุรกิจเอกชน” ร่วมด้วย แต่ไม่เห็นด้วยที่จะล็อกสเปก ล็อกตำแหน่งให้ กกร. ที่คราวนี้เสนอมาครบ กกร. เลย ทั้ง สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย
นายภัทรพงษ์ กล่าวว่าอีกว่า ตนไม่ได้คัดค้าน หรือ ต่อต้าน กกร. อย่าเข้าใจผิด แต่ กกร.ไม่ควรมาแทรกแซงและ สว. ไม่ควรมาเขียนกฎหมายเพื่อล็อกสเปกให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งแบบนี้ ควรระบุไว้เพียง ตัวแทนภาคธุรกิจเอกชน เพื่อให้รัฐบาลหรือรัฐมนตรี เป็นผู้เลือกเองว่า ใครเหมาะสมที่จะเข้ามาช่วยเป็นตัวแทนภาคเอกชนมากที่สุด ซึ่งอาจจะเป็น กกร. ก็ได้ แต่ทั้งนี้ ผู้ร่างกฎหมายไม่ควรใช้อำนาจของตนมาส่อในการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแบบนี้
“ขอให้ สว.พิจารณากฎหมายนี้อย่างจริงจังและตั้งใจจริงๆ สักที คิดภาพตอนนี้ที่ประชาชนคนไทย ที่กำลังสูดฝุ่นพิษอยู่ทุกวัน และตั้งความหวังรอกฎหมายฉบับนี้อยู่ แต่พวกท่านกลับชักช้า มัวแต่มาเอื้อเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งให้เสียเวลาอยู่แบบนี้ ตนเข้าใจดีว่า พวกท่านไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ประชาชนไม่ควรต้องมาเสียเวลารอพวกท่านพิจารณาประเด็นที่ไม่ใช่สาระสำคัญกันแบบนี้” นายภัทรพงษ์ กล่าว
นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า อีกทั้ง สว. ก็ทำงานแบบเกียจคร้าน การนัดประชุมครั้งหน้า ต้องรอถึงเมื่อไร ทุกคนรู้หรือไม่ว่าประชุมอีกครั้งคือ 18 ธ.ค. เรียกได้ว่าทำงานกันไม่ได้สนใจเวลาที่มีอย่างจำกัดของรัฐบาลชุดนี้เลย ถ้าเป็นแบบนี้ เราพูดได้เต็มปากว่า ถ้ากฎหมายอากาศสะอาดผ่านไม่ทันสภาชุดนี้ ก็เป็นเพราะว่า สว. ตั้งใจถ่วงกฎหมายฉบับนี้.



