แม้ที่ประชุม COP30 จะบรรลุ “ชุดข้อตกลงทางการเมืองเบเลง” (Belém Political Package) เพื่อพัฒนากลไกการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (just transition mechanism) แต่ยังขาดความก้าวหน้าในประเด็นสำคัญ เช่น โรดแมปยุติการตัดไม้ทำลายป่า และการลดละเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นเวทีที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อผืนป่าแอมะซอน สัตว์ป่า ชนพื้นเมือง และชุมชนดั้งเดิมที่พึ่งพาป่าเป็นบ้านกลับยังคงเผชิญผลกระทบโดยตรง

เคลลี่ เดนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการมีส่วนร่วมภายนอก องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก กล่าวว่า “COP30 ถูกขนานนามว่าเป็น ‘COP แห่งความจริง’ แต่ความจริงที่ยังไม่ถูกยอมรับคือ เราไม่อาจแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ ในขณะที่ยังหันหลังให้กับการทำลายล้างและความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์เชิงอุตสาหกรรม สำหรับ COP ที่จัดขึ้นในดินแดนแอมะซอน เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ประเด็นการตัดไม้ทำลายป่าและการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ (Big Ag) ถูกผลักไปอยู่เบื้องหลัง เหล่าสัตว์ป่า ชนพื้นเมือง และชุมชนดั้งเดิมสมควรได้รับการคุ้มครองมากกว่านี้ เราเห็นสัญญาณเชิงบวกที่ระบบอาหารและบทบาทเกษตรกรรายย่อยเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นทั้งในการเจรจาและในปฏิญญาเบเลงว่าด้วยความหิวโหย ความยากจน และการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ยังไม่มีการกล่าวถึงสวัสดิภาพสัตว์เลย ทั้งที่สุขภาวะของสัตว์และสิ่งแวดล้อมของเรานั้นเชื่อมโยงกันอย่างสำคัญ”

ฟาร์มอุตสาหกรรม – รากเหง้าวิกฤตภูมิอากาศและเชื้อดื้อยา

หลังการประชุม COP30 สิ้นสุดไม่นาน World Animal Protection ได้เผยแพร่รายงานดัชนีฟาร์มอุตสาหกรรมทั่วโลก (Factory Farming Index – FFI https://www.worldanimalprotection.or.th/globalassets/pdfs/reports/english/factory-farming-index-general-publication.pdf ) ซึ่งชี้ว่าระบบการเลี้ยงสัตว์เชิงอุตสาหกรรมทั่วโลก มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 29.7% ของการปล่อยทั้งหมด สร้างมลพิษทางน้ำจากกิจกรรมของมนุษย์ราวหนึ่งในสี่ และใช้น้ำจืดราว 14% ของการใช้น้ำของมนุษย์ ระบบฟาร์มอุตสาหกรรมยังใช้พื้นที่เพาะปลูกมากถึง 350 ล้านเฮกตาร์ เทียบเท่าพื้นที่ทั้งประเทศอินเดีย โดยส่วนใหญ่ใช้ปลูกพืชอาหารสัตว์ ไม่ใช่อาหารที่ผู้บริโภคกินโดยตรง

รายงานยังระบุว่า การเลี้ยงไก่ สุกร และโคในระบบฟาร์มอุตสาหกรรมเพื่อผลิตไข่ เนื้อ และผลิตภัณฑ์นม ทำให้ “ปีสุขภาวะ” (Healthy Life Years) สูญเสียไปเฉลี่ยถึง 1.8 ปีต่อคนในระดับโลก จากผลกระทบสะสมต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ส่วนสำคัญมาจากปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะ โดยมีการใช้ยาปฏิชีวนะมากถึง 66,000 ตันกับสัตว์เหล่านี้ในปีเดียว มากกว่าปริมาณที่ใช้กับมนุษย์ถึงสองเท่า ยาส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อป้องกันโรคในสภาพการเลี้ยงที่แออัดและไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการรักษาสัตว์ป่วย ฟาร์มอุตสาหกรรมจึงไม่เพียงสร้างภาระต่อสุขภาพคนและสิ่งแวดล้อม แต่ยังทำให้สัตว์มีชีวิตอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนถูกฆ่า สะท้อนว่าระบบการผลิตที่สร้างความทุกข์ทรมานให้สัตว์ คือระบบเดียวกับที่เร่งวิกฤตภูมิอากาศและเชื้อดื้อยาที่ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขทั่วโลก

ไทยติดอันดับประเทศผู้ผลิตสัตว์ฟาร์มอุตสาหกรรมสูงของโลก และจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน (Just Transition) อย่างเร่งด่วน โดยมีสถานการณ์ประเทศไทยปี 2020 ดังนี้:

  • ประเทศไทยผลิตสัตว์ในระบบฟาร์มอุตสาหกรรม 1,400 ล้านตัวต่อปี คิดเป็น 1.85% ของการผลิตทั่วโลก
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตสัตว์ฟาร์มอุตสาหกรรมสูงถึง 30 MtCO₂e (ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์)
  • ใช้น้ำมากกว่า 2.8 ล้านล้านลิตรต่อปี
  • ใช้พื้นที่เพาะปลูกเพื่ออาหารสัตว์กว่า 3 ล้านเฮกตาร์
  • การใช้ยาต้านจุลชีพ (Antimicrobials) สูงถึง 2,096 ตันต่อปี – มากกว่าอีกหลายประเทศในภูมิภาค และทำให้ไทยติดอันดับที่ 5 ของโลก ในการใช้ยากับสัตว์ฟาร์ม
  • ไทยถูกจัดอันดับอยู่ใน Top 10 ของโลกด้าน FFI Production (ประเทศที่ผลิตและก่อผลกระทบจากฟาร์มอุตสาหกรรมสูงที่สุด)

ข้อมูลจากดัชนีฟาร์มอุตสาหกรรม (Factory Farming Index 2025) ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกชี้ว่า เมื่อมองรวมทั้งปริมาณการผลิต การใช้ทรัพยากร และการใช้ยาปฏิชีวนะ ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากระบบฟาร์มอุตสาหกรรมสูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลก สะท้อนว่าไทยเป็น “ผู้ผลิตหลัก” ในห่วงโซ่อาหารระดับโลก มากกว่าจะเป็นประเทศผู้บริโภค (ไทยไม่ติด Top 30 ของ FFI Consumption) ขณะที่ต้องรับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสวัสดิภาพสัตว์ไว้ในประเทศเอง

โชคดี สมิทธิ์กิตติผล หัวหน้าฝ่ายโครงการ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวว่า “ข้อมูลดัชนีฟาร์มอุตสาหกรรมชี้ชัดว่าไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสัตว์ฟาร์มอุตสาหกรรมรายใหญ่ของโลก ทั้งการใช้น้ำ การใช้ยาปฏิชีวนะ และผลกระทบต่อระบบนิเวศ เราจำเป็นต้องยอมรับความจริงว่าระบบการผลิตเนื้อสัตว์ปัจจุบันไม่ยั่งยืนต่อสัตว์ เกษตรกร ชุมชน และสุขภาพของคนไทย การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition) คือโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร คุ้มครองสัตว์ ลดมลพิษ ตอบโจทย์ปัญหา PM2.5 และลดความเสี่ยงเชื้อดื้อยา พร้อมสร้างระบบอาหารที่ดีต่อผู้คนและโลกของเรา หากไทยเริ่มต้นวันนี้ เราจะสามารถเป็นผู้นำในภูมิภาคด้านระบบอาหารที่ยั่งยืน และเป็นประเทศที่พิสูจน์ว่า ‘สุขภาพของสัตว์ สุขภาพของโลก และสุขภาพของคนไทย’ แยกจากกันไม่ได้เลย

แม้ข้อสรุปของ COP30 จะยังไม่กล้าจัดการกับกลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ (Big Ag) อย่างจริงจัง และไม่มีมาตรการคุ้มครองสัตว์ที่ชัดเจน แต่ World Animal Protection ย้ำว่า ที่ COP31 รัฐบาลต้องหันหลังให้ระบบฟาร์มอุตสาหกรรม และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมไปสู่ระบบอาหารที่เป็นธรรม มีมนุษยธรรม และยั่งยืน ซึ่งมองสุขภาพของสัตว์ สิ่งแวดล้อม และผู้คนว่าแยกจากกันไม่ได้

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกจะยังคงยืนหยัดเพื่อสัตว์ป่าและสัตว์ในฟาร์มต่อไป จนกว่าเสียงของพวกเขาจะได้รับการรวมเข้าไว้ในการเจรจาภายใต้ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) และจนกว่าจะมีการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสวัสดิภาพสัตว์คือหัวใจของการแก้วิกฤตภูมิอากาศและเชื้อดื้อยา