ใกล้เปิดสภาสมัยสามัญฯ วันที่ 12 ธ.ค. ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุด หนีไม่พ้นความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านนำโดย พรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) จะยื่นญัตติอภิปรายมาไว้วางใจรัฐบาล ถ้าจับท่าทีของพรรคสีส้มที่สื่อสารผ่าน “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค ปชน. หลังถูกถามว่า การใช้กลไกตรวจสอบรัฐบาล หมายถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า พอรัฐสภากลับมาเปิดการประชุมในห้องใหญ่ ก็มีการประชุมกลไกต่างๆ ที่เราสามารถใช้ได้ ก็จะนำมาเป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการตรวจสอบรัฐบาลมากขึ้น ส่วนมีการประเมินหรือไม่ว่ารัฐบาลอาจยุบสภาก่อนพิจารณาวาระ 3 เนื่องจากเจอหลายมรสุม นายพริษฐ์ กล่าวย้ำว่า ถ้ารัฐบาลยุบสภาเพื่อหนีการตรวจสอบ ไม่ส่งผลดีต่อมุมมองของประชาชน และตัวนายกฯ แน่นอน

นั่นหมายความว่า พรรค ปชน. คงไม่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หวังใช้กระบวนการตรวจสอบผ่านทางกรรมาธิการ (กมธ.) และซักถามผ่านทางกระทู้ ซึ่งเชื่อว่า แกนนำพรรคฝ่ายค้านต้องการให้ร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ผ่านวาระที่ 3 เพราะเป็นเป้าหมายสำคัญในการรวมทำเอ็มโอเอกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) คือการผลักดันการแก้ไข รธน. ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุด

ขณะที่ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีการแก้ไข รธน. ว่า จะต้องสำเร็จทุกอย่างเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ วันที่ 10 ธ.ค. จะพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ในวาระที่ 2 และหลังจากผ่านวาระที่ 3 จะยุบสภา ผู้สื่อข่าวถามว่า หากยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตาม รธน. มาตรา 151 ก่อนที่จะผ่านวาระ 3 นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่อง รธน. เป็นเรื่องที่สำคัญ คิดว่าทุกคนมีดำริที่จะแก้ไข รธน. เพราะผ่านการพิจารณาวาระที่ 1 มาแล้ว ช่วยกันผลักดันไป ระยะเวลาอีกนิดเดียว

นั่นหมายความจุดยืนพรรค ภท. ต้องการให้ร่างแก้ไข รธน. ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 3 เพื่อนำไปสู่การร่างกฎกติกาในการปกครองประเทศใหม่ ดังนั้นคงต้องวัดใจพรรค พท. นอกจากจะให้ความเห็นชอบการแก้ไข รธน. ในวาระที่ 2 หรือ 3 หรือไม่ จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยพุ่งเป้าไปที่นายกฯ หรือไม่ ซึ่งถ้าหากกระทำเช่นนั้นหมายความว่า พรรค พท. อาจไม่ต้องการให้การแก้ไข รธน. ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพราะในฐานะที่รัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อยในสภา หากเข้าสู่ขั้นตอนการลงมติไม่ไว้ไว้วางใจ นั่นหมายความรัฐบาลเข้าสู่จุดเสี่ยง อาจต้องพ้นสภาพการเป็นรัฐบาล หากเสียงไม่ไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่ง จึงไม่แปลกถ้าหากหัวหน้ารัฐบาล จะตัดสินใจจะยุบสภา หากรับรู้ว่าจะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะในทางการเมืองคงไม่มีใครยอมให้ตนเองต้องพ้นสภาพการเป็นนายกฯ กลางสภา โดยแพ้โหวตในศึกซักฟอก

ด้าน “นายสรวงศ์ เทียนทอง” รองหัวหน้าพรรค พท. ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่า กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พรรค พท. ได้ประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ว่า ได้พูดคุยกัน ซึ่งเราพร้อมที่จะทำการยื่นอภิปราย แต่กำลังดูช่วงเวลา เพราะเราไม่อยากเป็นแพะในเรื่องของการถูกโยงว่า การที่พรรค พท. ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ทำให้แก้ไข รธน. หรือการแก้ไขปัญหาการเยียวยาพี่น้องประชาชน ที่ประสบอุทกภัยในภาคใต้ไม่สำเร็จ ดังนั้น เราจึงต้องดูช่วงเวลาที่ดีที่สุด และเหมาะสมที่สุด เพราะเขาขู่ฟอดๆ ว่าถ้าเรายื่นก็จะยุบสภา ซึ่งถ้าจะยุบก็ยุบ เราไม่ได้กลัว เพราะเราทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ทุกครั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ยังไม่เคยเห็นใครยุบสภาหนี ซึ่งหากยืนยันที่จะยุบสภา นั่นคือเพราะไม่อยากให้ถูกตรวจสอบ

“การที่รัฐบาลบริหารบ้านเมืองแล้วมีพี่น้องประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก หากฝ่ายค้านไม่ยื่นอภิปรายนั่นคือเรื่องแปลก และในฐานะฝ่ายค้าน เราไม่สามารถให้รัฐบาลนี้บริหารประเทศต่อไปได้แม้แต่วันเดียว เพราะขณะนี้ประเทศเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว” นายสรวงศ์ กล่าวและตอบคำถาม ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วพรรค ปชน. จะร่วมลงมติไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ว่า “เรื่องนี้ไม่ทราบเขาจะลงมติอย่างไร ไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นมติของพรรค ปชน. แต่พรรค พท. พร้อม และที่ได้ยินมาทางพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคประชาชาติ (ปช.) จะร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ซึ่งการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ก็ต้องใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่จะมาปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป โดยกลัวนั่น กลัวนี่ กลัวยุบสภา มันไม่มีใครกลัวใครหรอก แต่เราต้องคำนึงถึงประเทศชาติว่าเสียหายอย่างไร

ขณะที่แหล่งข่าวจากพรรค พท. เปิดเผยว่า กก.บห. พรรค พท. ได้ประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการ มีความเห็นร่วมกันว่า จะยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และจะเสนอให้ที่ประชุม สส.พรรค พท. มีมติร่วมกัน เร็วๆ นี้ เมื่อเปิดประชุมสภา สมัยสามัญ วันที่ 12 ธ.ค. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. จะเป็นผู้ยื่นญัตติต่อประธานสภา ด้วยตนเอง แม้จะมี สส. บางกลุ่ม ไม่เห็นด้วย เพราะเกรงจะกระทบกระบวนการแก้ไข รธน. แต่ สส.ส่วนใหญ่ เห็นว่าจำเป็นต้องยื่น เพื่อเปิดอภิปราย ทำลายคะแนนความนิยมของพรรค ภท. ก่อนจะเข้าสู่การเลือกตั้ง และเป็นการกดดันพรรค ปชน. ให้เข้าร่วมอภิปราย

พร้อมทั้งระบุว่า สถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลกำลังเพลี่ยงพล้ำ คะแนนนิยมลดลง ประชาชนไม่เชื่อถือ ไม่พอใจรัฐบาล ทั้งการแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ และปัญหาสแกมเมอร์ เป็นโอกาสที่ดีที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่ประชุม กก.บห. ได้ประเมินแล้ว เห็นว่านายอนุทิน จะไม่ยุบสภา เพราะเชื่อว่าพรรค ปชน. จะไม่ลงมติไม่ไว้วางใจ เพราะห่วงการแก้ไข รธน. จะไม่สำเร็จ แต่เราเชื่อว่า สส. พรรค ปชน. จะไม่สามารถทนแรงกดดันของสังคมได้ และต้องทบทวนท่าที ไม่กล้าอุ้ม หรือค้ำรัฐบาลต่อไป พรรค พท. เป็นฝ่ายค้าน ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญเช่นกัน เรื่องแก้ รธน. พรรค พท. เป็นผู้นำและให้ความร่วมมือมาตลอด เราต้องทำทั้งสองอย่าง ไม่สามารถเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ จึงต้องเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังจากการแก้ รธน. วาระ 2 ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา วันที่ 11 ธค. นี้

ส่วนการจัดการกับขบวนการสแกมเมอร์ หรือ “ทุนเทา” นั้น มีความเห็นที่น่าสนใจจาก “น.ส.รักชนก ศรีนอก” สส.กทม.พรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจ และอย่าลืมว่า ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีความพยายามจะดิสเครดิต ว่า ข้อมูลที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค ปชน. ใครก็ตามที่ออกมาพูดเรื่องสแกมเมอร์ ไม่น่าเชื่อถือ ไม่เป็นความจริง นำไปสู่การปราบสแกมเมอร์ทั้งระบบ สุดท้ายแล้ว เป็นยังไงล่ะ มีใครบ้างที่อยู่ศูนย์กลางอำนาจที่ไม่เกี่ยวจริงๆ สุดท้ายแล้วเขา ก็รู้จักกันหมด

“แต่วันหนึ่งในอนาคต ถ้าเราได้เป็นรัฐบาล ล้างบางเทานั้น ยึดทรัพย์ไม่พอ จับติดคุกหัวโตให้เป็นเยี่ยงอย่างโดยไม่สนด้วยว่าใหญ่กันมาจากไหน” น.ส.รักชนก ระบุ

ด้าน “พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร” ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวว่า มีกระแสสังคมที่ตั้งข้อสงสัยความสัมพันธ์ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ กับนายเบน สมิธ หลังมีภาพปรากฏร่วมกับผู้มีอิทธิพลหลายคนในไทย รวมถึงนายอนุทิน ว่า เพื่อให้รัฐบาลหลุดพ้นจากข้อครหาว่า เกี่ยวพันกับนายเบน สมิธ ควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน 2 ประการดังนี้ 1.เร่งออกหมายจับนายเบน สมิธ พร้อมทั้งตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด หากพบการกระทำผิดกฎหมาย ต้องเร่งดำเนินคดี อายัดทรัพย์ และจัดการผู้เกี่ยวข้องทุกระดับโดยไม่ละเว้น 2.เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาออกสัญชาติไทยให้แก่นายเบน สมิธ โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้สั่งการให้นายอนุทิน ในขณะดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย เพื่อแสดงความโปร่งใส และคลายข้อสงสัยว่ามีผู้มีอิทธิพลทางการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ขณะที่ “นายโอฬาร ถิ่นบางเตียว” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เรียกร้องให้ภาครัฐเดินหน้าตรวจสอบเส้นทางเงิน เครือข่าย เบน สมิธ และการเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจสีเทาอย่างจริงจัง ซึ่งการตรวจสอบทางการเงินสำคัญกว่าการเมืองเรื่องภาพถ่าย ส่วนตัวขอให้ความเป็นธรรมกับบุคคลในภาพ และขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบที่มากกว่าการเอาภาพถ่ายมาโจมตีกันไปมา ประชาชนควรตั้งคำถามให้ถูกจุดว่า 1.เงินจากกลุ่มธุรกิจสีเทาไหลไปที่ไหน 2.ใครเป็นผู้รับประโยชน์ ขอสนับสนุนการทำงานของฝ่ายตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานไหนก็ตาม ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เห็นแก๊งสแกมเมอร์ทูลทาวน์ ทำร้ายคนไทยมานานมากแล้ว ถึงเวลาต้องยุติฝันร้ายตรงนี้ได้เสียที

“เงินไม่เคยโกหก ไม่ว่ากลุ่มสแกมเมอร์จะปกปิดตัวเองเก่งแค่ไหน ร่องรอยเงินสามารถพิสูจน์ได้ว่าใครคือผู้รับผลประโยชน์ และเครือข่ายเชื่อมโยงไปถึงใคร” นายโอฬาร กล่าว

หลังจาก “ปปง.” มีมติยึดและอายัดทรัพย์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในขบวนการสแกมเมอร์ ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้ง เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน-เครือข่ายเบน สมิธ รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่าหมื่นล้านบาท จะมีการขยายผล และตรวจสอบเส้นเงินเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อให้สังคมมีความมั่นใจ เดินหน้าขุดรากถอนโคน “ทุนเทา”

“ทีมข่าวการเมือง”