เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เวชปฏิบัติทางประสาทวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านสมองและความผิดปกติทางประสาทวิทยา  ได้โพสต์ข้อความลงในเพจ สาระสมอง กับ อจ.สุรัตน์ 

ลูกคนไข้ เรียนเก่ง ตั้งความหวังได้เกรดสูง แต่พลาดไป จากนั้นกลายเป็นซึมเศร้า ”นอกจากเราฝึกตั้งความหวังแล้ว ต้องฝึกตั้งความผิดหวังด้วย“

นี่แหละ…บทเรียนสำคัญของ “สมองมนุษย์ยุคเกรดเฉลี่ย” ที่เราไม่ค่อยมีใครสอนกันในโรงเรียน (สมัยนี้ ยุคทำ port สินะ) หลายครั้ง พ่อแม่ดีใจที่ลูก “ตั้งความหวังสูง” เพราะมันดูเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตที่ดี แต่สมองของเด็ก—โดยเฉพาะวัยรุ่น—ยังไม่ค่อยเก่งเรื่อง “จัดการอารมณ์” เท่ากับความคาดหวังของตัวเอง เมื่อผลสอบพลาดไปนิดเดียว ผลคือ…ความผิดหวังเล็ก ๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้ง่ายมากครับ

และนี่คือเหตุผลที่หมออยากชวนทุกบ้าน ฝึก “ตั้งความหวัง” ควบคู่กับ “ตั้งความผิดหวัง” ไปด้วย ทำไมต้องฝึก “ตั้งความผิดหวัง” ?

เพราะสมองเราไม่ได้ออกแบบมาให้มีแต่ด้านสว่างอย่างเดียว มีหวัง ก็ต้องมีพลาด มีขึ้น ก็มีลง แต่เราไม่ค่อยสอนเด็กให้เตรียมใจรับด้านหลังของเหรียญ การฝึกตั้งความผิดหวัง ไม่ใช่การคิดลบ แต่เป็นการสอนสมองว่า

“ถ้าไม่เป็นดังหวัง…เรายังโอเคนะ”ตรงนี้แหละครับที่เรียกว่า emotional buffering หรือ “เบาะรองรับทางอารมณ์” เพื่อไม่ให้สมองเจ็บแรงเกินจำเป็น

แล้วฝึกยังไงดี?หมอขอเสนอแบบสั้น ๆ ใช้ได้จริง

1) ก่อนตั้งเป้า ให้ตั้งเบาะ เช่น จะสอบให้ได้ A แต่ก็คิดเผื่อว่า “ถ้าได้ B แปลว่าเรายังมีจุดพัฒนาอยู่ ไม่ใช่ว่าล้มเหลว” ล้มยังมีที่รอง

2) แยก ‘ตัวตน’ ออกจาก ‘ผลลัพธ์’ พลาดเกรดหนึ่งครั้ง ไม่ได้แปลว่าเด็กคนนั้น “ไม่เก่ง”มันแปลแค่ว่าวันนั้นสมองอาจเหนื่อย หรือวิชานั้นยังไม่คลิก

3) สอนเด็กให้รู้จักพัก ไม่ใช่แค่ผลัก สมองที่เหนื่อย จะตีความเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่เสมอ พักนิด อารมณ์จะนุ่มลง เหมือนรีเซ็ตเครื่องครับ

สุดท้าย…อย่าลืมบอกลูกว่า ความหวังทำให้เราเดินหน้า ส่วนความผิดหวัง…ทำให้เราเติบโต และจำไว้เสมอว่า

“ความสามารถวัดกันที่เกรดครั้งเดียวไม่ได้ แต่จิตใจที่ลุกขึ้นใหม่ได้…นี่แหละคือความสำเร็จระยะยาว”

เพราะโลกไม่ได้มีด้านเดียว

– อจ สุรัตน์