เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศ ว่า  ในการอภิปรายทั่วไปต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ภายใต้ระเบียบวาระที่ 72 เรื่องการเสริมสร้างการประสานงานด้านความช่วยเหลือในการบรรเทาภัยพิบัติ และมนุษยธรรมของสหประชาชาติ รวมถึงความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจเป็นกรณีพิเศษ ที่สำนักงานสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.2568  ผู้แทนไทย โดย น.ส.รัชดา สุเทพากุล อัครราชทูตที่ปรึกษา คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก กล่าวถ้อยแถลงแสดงความเสียใจต่อผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดน รวมถึงการใช้อาวุธที่ไม่เลือกเป้าหมาย เช่น ทุ่นระเบิด และเรียกร้องให้รัฐภาคีภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (APMBC) ยึดมั่นตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ต่อมา กัมพูชาได้กล่าวถ้อยแถลงที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

ผู้แทนไทยจึงขอใช้สิทธิตอบโต้ โดยชี้แจงว่า การปะทะล่าสุดเกิดจากกองกำลังกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้ามาในดินแดนไทย รายงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (เอโอที) ได้ยืนยันว่า ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ทำให้ทหารไทย 7 นาย ได้รับบาดเจ็บจนพิการ เป็นทุ่นระเบิดที่เพิ่งถูกวางใหม่ ตรงกันข้ามกับข้ออ้างของกัมพูชาที่ว่าทุ่นระเบิดหลงเหลือจากสงครามกลางเมือง สะท้อนยุทธวิธีและรูปแบบซ้ำซากของอีกฝ่ายในการดำเนินการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อไทย รวมถึงปฏิเสธการกระทำของตนเอง และแสร้งว่าตัวเองเป็นเหยื่อ เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าเป็นฝ่ายที่รักษาสันติภาพและใช้ความอดกลั้น

นอกจากนี้ ไทยประณามการกระทำที่ไร้การยั่วยุนี้ว่าเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนไทยอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้พลเรือนกว่า 400,000 คน รวมถึงสตรีและเด็กต้องอพยพ ไทยจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิป้องกันตนเองโดยชอบตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยมาตรการป้องกันตนเองทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ตามความจำเป็นและตอบโต้เป้าหมายทางทหารเท่านั้น อีกทั้งไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการทูต พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืน เพื่อยุติความทุกข์ยากของประชาชนและชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบตามแนวชายแดน