เพิ่งผ่านการเห็นชอบในหลักจาก ครม.เศรษฐกิจ มาหมาดๆ สำหรับมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อการออมส่วนบุคคลหรือ TISA นับเป็นการปรับปรุงการออมหักลดหย่อนภาษีครั้งใหญ่ เพื่อจูงใจให้คนไทยออมเงินและลงทุน เพื่อวัยเกษียณได้มีประสิทธิภาพขึ้น
แม้มาตรการนี้จะออกมาหลายวันแล้ว แต่ก็ยังเป็นประเด็นถกเถียง สร้างความงุนงงกับมนุษย์ที่เสียภาษี 11 ล้านคน ว่าสุดท้ายแล้ว บัญชี TISA จะเป็นอย่างไร และหักลดหย่อนภาษีได้แค่ไหน
เริ่มแรกมาทำความเข้าใจบัญชี TISA ก่อนว่า เป็นบัญชีการออม สำหรับใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีของผู้เงินได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ซึ่งปัจจุบันมีคนยื่นแบบภาษี 11 ล้านคน และเสียภาษีจริงอยู่ประมาณ 4 ล้านคน ดังนั้นคนที่อยู่เหนือนอกกลุ่มคนเหล่านี้ หรือไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีเลย แทบไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย โดยมีข้อแตกต่าง ดังนี้
รูปแบบเดิ มของการลดหย่อนภาษี จะมีการแยกวงเงินเป็นประเภทต่างๆ รวมกันไม่เกิน 8 แสนบาท
- ประกันแบบบำนาญ กลุ่มกองทุนเพื่อวัยเกษียณ RMF, PVD รวมกัน 500,000 บาทต่อปี
- และกองทุน Thai ESG อีก 300,000 บาท รวม 2 ก้อนเป็น 8 แสนบาท
- ข้อจำกัด วงเงินลดหย่อนกระจัดกระจาย ทำให้บริหารจัดการยาก และมีเพดานแยกกัน ที่สำคัญยังเป็นมาตรการชั่วคราว เช่น Thai ESG จะลดวงเงินลงไปเรื่อยๆ จนหมดภายในปี 76
รูปแบบใหม่ TISA เป็นการรวมเงินออม เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีทั้งหมดภายใต้บัญชีเดียว วงเงินรวม 1 ล้านบาท
- ส่วนแลกรเป็นวงเงินออมเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีรวมทุกผลิตภัณฑ์ 800,000 บาท เช่น ประกันบำนาญ, RMF, PVD, หุ้น, ตราสารหนี้, Thai ESG ซึ่งสามารถเลือกลงทุนอะไร เท่าไรก็ได้ แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 8 แสนบาท
- มีโอกาสออมเพิ่มอีก 200,000 บาท เพื่อรับสิทธิยกเว้นภาษีจากกำไร ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในบัญชี TISA เช่น กำไรจากการขายหลักทรัพย์ หรือ Capital Gains ดอกเบี้ย หรือเงินปันผล ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจอีกทาง
TISA ไม่ใช่โมเดลการออมรูปแบบใหม่ แต่เป็นการออมที่หลายประเทศนำมาใช้และประสบความสำเร็จมาแล้ว ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น หรือยุโรป อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ต้องบอกว่า มาตรการของ TISA ยังชัดเจนในแง่ของหลักการ
แต่รายละเอียดแล้วสุดท้าย คนรายได้สูง 1.5 ล้านบาท จะมีสิทธิคำนวณตัวคูณ และหักภาษีได้แค่ไหน ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะต้องรอเวลาอีก 1-2 สัปดาห์ถึงจะเสนอเข้า ครม.เสียก่อน



