ในช่วงที่มีกระแสปราบธุรกิจผิดกฎหมาย ชาวเน็ตรายหนึ่ง ดันโพสต์ข้อความในทำนองตระกูลชิดชอบเกี่ยวข้องกับบ่อนในเขมร “ซ้อต่าย” กรุณา ชิดชอบ ภริยานายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด เลยฟ้องหมินประมาท แต่ซ้อต่ายกลับเอาข้อมูลของผู้ถูกฟ้องมาเปิดเผยด้วยจนโดนวิจารณ์หนัก

“รมต.นก”ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ( ดีอี ) ในฐานะลูกชาย พูดถึงเรื่องนี้ว่า “จะต้องดำเนินการตามกฎหมายถึงจะรักมากและเป็นแม่ แต่ถ้าเราใจไม่แข็งพอ และไม่ดำเนินการตามกฎระเบียบ ผมก็คงไม่สามารถปราบปรามสแกมเมอร์ได้แน่ๆ ตรวจสอบกับทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล( PDPC ) ได้คำตอบว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกปล่อยออกมา เป็นข้อมูลซึ่งผู้ปล่อยข้อมูลควรจะได้ เนื่องจากว่าได้มอบอำนาจให้ผู้อื่นไปแจ้งความเพื่อเตรียมดำเนินคดี ( นางกรุณาฟ้องชาวเน็ตคนที่วิจารณ์ แจ้งความที่ สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ จึงได้ข้อมูลมา )
“ในเชิงของเนื้อหาข้อมูลไม่ได้ผิดกฎหมายเรื่องการปล่อยข้อมูลส่วนบุคคล เพราะมีการไปมอบอำนาจให้ดำเนินคดี อาจมีการลงโทษภายในองค์กรหรือไม่ไม่ทราบได้ เป็นเรื่องของ ตร. ถ้าผู้เสียหายอยากจะดำเนินการ ก็เป็นคดีหมิ่นประมาท ถ้าเดินในเรื่องพีดีพีเอน่าจะไม่มีผล แต่ต้นตอมาจากครอบครัวผมถูกกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับกาสิโน”
“คุณแม่บอกว่าหลักๆ เป็นห่วงผมมากกว่า คุณแม่โทรมาด้วยความที่กังวลว่าเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของผมหรือไม่ บอกด้วยซ้ำว่า นกไม่ต้องห่วงนะ เดินได้เต็มที่เลยถ้ามันผิดอะไรจริงๆ พอเราเป็นรัฐมนตรี เราก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบที่มากกว่า ถ้ามีส่วนหนึ่งส่วนไหนทำได้ รับรองว่าตามกฎระเบียบทำเต็มที่ทั้งหมด”

ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญและทำประชามติ ที่รัฐสภา ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวว่า พรรคเพื่อไทยเสนอญัตติต่อประธานรัฐสภา ให้ส่งให้นายกรัฐมนตรี จัดทำประชามติคำถามที่ 1 นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ขอให้ส่งญัตติให้ทำคำถามประชามติที่ 1 ( เห็นควรต้องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับหรือไม่ ) ไม่ต้องรอคำถามที่ 2 เพราะคำถามที่ 2 จะต้องรอรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ก่อน
“การยื่นเพื่อเป็นหลักประกันว่า อย่างน้อยที่สุดหากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้รัฐสภาไม่สามารถให้ความเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ได้ ก็จะได้ถามคำถามที่ 1 ถามประชาชนเป็นเบื้องต้นว่าควรที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
ที่รัฐสภา มีการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเป็นพิเศษ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ.. วาระสอง เป็นวันที่ 2 การพิจารณามาตรา 256/28 เป็นไปอย่างดุเดือดมาก

มาตรานี้ มีสาระสำคัญคือ การพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว ให้ที่ประชุมรัฐสภาใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย โดยมติเห็นชอบต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี2560 ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา และมี สว.ร่วมให้ความเห็นชอบ 1ใน3
สว.สีน้ำเงินขึ้นมาอภิปรายในทางเดียวกันคือ ให้คงเสียง สว. 1 ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไป จนเกิดเผด็จการรัฐสภา และเป็นการยึดหลักการคำนึงถึงเสียงข้างน้อย พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า การมีเสียง สว.1ใน 3 ร่วมเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ เป็นการสร้างดุลยสภา ป้องกันเผด็จการรัฐสภา หากมีพรรคการเมือง 2-3พรรครวมเสียงได้มากกว่า 350เสียงของ 2สภา ทำให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้องได้ง่าย และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ วางบรรทัดฐานตอกย้ำถึง 4ครั้งระบุในราชกิจจานุเบกษาว่า ต้องมีเสียง สว.1ใน 3 ร่วมเห็นชอบการแก้รัฐธรรมนูญ

การพิจารณามาตรานี้ดุเดือด มีการประทะกันระหว่าง สส., สว. จนเวลา 19.00น. “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายว่า การลงมติมาตรา 256/28 จะเป็นจุดตัดสำคัญว่า คำว่าพูดแล้วทำให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นจริง เชื่อได้หรือไม่ เพราะพรรคภูมิใจไทยคงสนับสนุนให้ใช้เสียงโหวต สว.1 ใน 3 แก้รัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่พรรค ปชน. ยอมรับไม่ได้ ถ้าให้ใช้เสียง สว.1 ใน3 เป็นการกลับมติวิปรัฐบาล และมติ กมธ.เสียงข้างมาก ถ้าผลโหวตเป็นเช่นนี้ก็ขอให้นายกฯ ยุบสภา ถ้ายังยืนยันโหวตเอาเสียง สว. 1ใน 3 ก็เชื่อไม่ได้ว่า การโหวตรัฐธรรมนูญวาระ 3 จะเป็นจริง
ที่ประชุมลงมติไม่เห็นด้วยกับเนื้อหามาตรา 256/28 ด้วยคะแนน 312ต่อ 290 เสียง งดออกเสียง 6 ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังคงต้องใช้เสียง สว. 1ใน3 ร่วมเห็นชอบอยู่ แต่นายณัฐพงษ์ ขอให้ขานชื่อลงคะแนนอีกที
บรรยากาศที่รัฐสภาเป็นไปอย่างตึงเครียด ปชน.เตรียมแถลงข่าวเปลี่ยนท่าทีสนับสนุนรัฐบาล และอาจขู่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตาม ม.151 ขณะเดียวกัน มีข่าวลือสะพัด ว่า “นายกฯหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ พร้อมยื่นยุบสภาทันทีเช่นกัน เพราะมีร่าง พ.ร.ฎ.ในมือแล้ว แต่สถานการณ์ยังเปลี่ยนได้ตลอด ต้องจับตาดูทุกนาที
ความเคลื่อนไหวอื่น ๆที่น่าสนใจ พรรคเพื่อไทยประกาศกำหนดการเปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ เวลา 10.00 น ที่สำนักงานใหญ่พรรค โดยงานจะนำเสนอกรอบวิสัยทัศน์ “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้!” ซึ่งเป็นทิศทางหลักในการตอบโจทย์วิกฤตประเทศทั้งในปัจจุบันและระยะยาว ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้และตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง โชว์วิสัยทัศน์พรรคทั้งด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพชีวิต ถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพรรค

สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย “ดร.เชน”รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชายนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวอดีตนายกฯแม้ว ทักษิณ ชินวัตร นอกจากนี้จะเป็นบุคคลในพรรคเพื่อไทย คือ “หัวหน้าหนิม”จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ส่วนอีกรายชื่อจะเป็นบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการตอบรับ
ถ้าจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ การจัดตัวผู้สมัคร สส.ของพรรค ปชน.ก็ดูยังไม่พร้อมนัก ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรค ปชน.ถึงกรณี นายคุณากร มั่นนทีรัย สส.นนทบุรี พรรค ปชน.ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กจะไม่ไปต่อกับพรรค ซึ่งก่อนหน้านี้ คีย์เเมนของพรรคเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในทำนองยอมรับ และรู้อยู่ล่วงหน้าแล้วว่า น่าจะเกิดแรงกระเพื่อม จากผลลัพธ์ของกระบวนการคัดสรรผู้สมัคร สส.เขต และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมีความเข้มข้น

“ในส่วนของ ผู้สมัคร สส.แบบเขต ซึ่งพรรคเปิดให้สมาชิกพรรคกว่า 106,000 คนทั่วประเทศ แสดงความเห็นเกี่ยวกับการสรรหาผู้สมัคร สส. และผู้สมัคร ส.ก. ผ่านระบบที่จัดสรรขึ้น และยังส่งแบบประเมินไปให้บุคลากร ที่ทำงานใกล้ชิดกับ สส.เช่นทีมงานจังหวัด ในเขตที่ชนะเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ได้ร่วมประเมินด้วย หากผลประเมินว่าไม่ผ่านเกณฑ์ ทางพรรคก็ไม่ควรจะส่งลงสมัครเป็น สส.”
“มีการเปิดคัดสรรผู้สมัครสส.เขต ใหม่ทั้งหมด 41 เขต จาก 112 เขต ที่ชนะเลือกตั้งเมื่อปี 2566 โดยหนึ่งในจำนวนนี้ มีผู้ถูกประเมินให้ไม่ผ่านเกณฑ์ยกจังหวัด และเปิดให้สมัครใหม่ จำนวน 2 จังหวัด คือ ภูเก็ต นนทบุรี โดย นายคุณากรก็คือหนึ่งในผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ดังกล่าว แต่ทางคีย์เเมนพรรคประชาชนไม่อยากประกาศผลในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง เนื่องจากกลัวผู้ผิดหวังทำงานเเบบเกียร์ว่าง หรือเป็นงูเห่า ย้ายพรรค”แหล่งข่าวระบุ



