จากกรณีโลกออนไลน์เผยแพร่คลิปเหตุการณ์เด็กหญิงวัยประมาณ 2 ขวบร้องไห้อยู่ท้ายรถเก๋งระหว่างฝึกซ้อมกีฬาจักรยานขาไถ โดยมีโค้ชผู้ฝึกสอนทำท่าคล้ายจะเปิด–ปิดประตูท้ายรถ ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการลงโทษเด็กเกินกว่าเหตุหรือไม่

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 11 พ.ย. 2568 ที่สนามหน้าองค์การบริหารส่วนตำบลท่าอิฐ (อบต.ท่าอิฐ) นายปรีดา เชื้อผู้ดี ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี อดีตนายก อบต.ท่าอิฐ พร้อมด้วย “ครูเอ๋” โค้ชจักรยานขาไถ (Balance Bike) น.ส.อ้อน และสามี ซึ่งเป็นพ่อแม่ของเด็กหญิงในคลิป ร่วมกันชี้แจงถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ครูเอ๋ ซึ่งมีประสบการณ์สอนจักรยานขาไถกว่า 10 ปี และปั้นเด็กตั้งแต่อายุ 2 ขวบจนคว้าแชมป์ทั้งในและต่างประเทศ เผยว่าคลิปที่ถูกเผยแพร่ทำให้ตนได้รับความเสียหาย ถูกกล่าวหาว่าทำโทษเด็ก ทั้งที่ความจริงในวันดังกล่าวตนเพียงพูดคุยกับ “น้องเจสก้า” วัย 2 ขวบ 7 เดือน ลูกศิษย์ที่มีผลงานคว้าแชมป์ปี 2568 และกำลังเตรียมตัวเดินทางไปแข่งขันที่ไต้หวันในวันที่ 18 ธันวาคมนี้ โดยมีพ่อแม่เด็กอยู่ใกล้ชิดตลอด

เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงโค้ชกำลังเก็บของเตรียมกลับบ้าน ขณะนั้นน้องเจสก้าร้องไห้ไม่หยุด คุณแม่จึงพามาคุยกับโค้ช ก่อนจะเกิดภาพตามคลิปที่ถูกแชร์ โดยยืนยันว่าไม่มีเจตนาจะปิดประตูทับเด็ก และหลังคลิปจบ ทั้งโค้ชและเด็กได้กอด–หอมทำความเข้าใจกันตามปกติ น้องกลับไปวิ่งเล่นปกติทันที

ด้านน.ส.อ้อน แม่ของน้องเจสก้า ระบุว่า ตนรู้สึกเสียใจที่คลิปทำให้โค้ชเอ๋ถูกเข้าใจผิด ยืนยันว่าตนและสามีอยู่ในเหตุการณ์ ไม่เคยคิดว่าโค้ชทำเกินกว่าเหตุ เพราะโค้ชเอ๋สอนลูกสาวทั้งสองคนจนคว้าแชมป์หลายรายการ และการฝึกเข้มงวดเพราะต้องเตรียมความพร้อมไปแข่งขันต่างประเทศ ไม่ได้เป็นการทำโทษลูกแต่อย่างใด

ต่อมา ผู้ปกครองกว่า 20 ครอบครัวซึ่งลูกเป็นศิษย์โค้ชเอ๋ พาบุตรหลานที่คว้าแชมป์ต่างประเทศกว่า 20 ถ้วย เดินทางมาที่สนาม อบต.ท่าอิฐ เพื่อให้กำลังใจโค้ชเอ๋ พร้อมสาธิตการฝึกซ้อมให้ผู้สื่อข่าวและนายปรีดาได้ชม บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและสนุกสนาน

นายปรีดา เชื้อผู้ดี เผยว่า ตนสนับสนุนกีฬาจักรยานขาไถมาตลอด และรู้ดีว่าเด็กหลายคนประสบความสำเร็จเพราะการสอนของโค้ชเอ๋ เมื่อเห็นคลิปก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นการทำโทษเด็กตามที่สังคมกล่าวหา จึงฝากให้ประชาชนตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนวิจารณ์ เพราะอาจทำให้ผู้ที่ตั้งใจทำงานเพื่อเด็ก ๆ เกิดความเสียหายโดยไม่เป็นธรรม