เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. นายชัยชนะ เดชเดโช อดีต สส.นครศรีธรรมราช และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงความพร้อมในการลงสู่สนามเลือกตั้ง หลังจากนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ว่า เราพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะได้ดำเนินการให้บุคคลที่แสดงความจำนงในการลงสมัคร สส. โดยมีผู้แสดงความจำนงมากเกิน 1 คนทุกเขตการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำไพรมารีโหวตในแต่ละจังหวัด ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งจะดำเนินการเสร็จเรียบร้อยภายในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะส่งกลับมายังคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง จึงคิดว่าก่อนวันที่ 24 ธ.ค. นี้ กระบวนการทุกอย่างคงจบ และมีการเปิดตัวผู้สมัคร สส. โดยในพื้นที่ภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 59 เขต
เมื่อถามว่ามีความหนักใจหรือไม่ เพราะภาคใต้คือฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ นายชัยชนะ กล่าวว่า ถ้าดูตามนิด้าโพล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีความนิยมในการเป็นนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 และมีกระแสพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 1 ทั้งนี้ต้องดูว่านโยบายที่นำเสนอให้กับชาวภาคใต้และประชาชนทั้งประเทศไทยสร้างความเชื่อมั่นได้แค่ไหน ถ้าประชาชนมีความเชื่อมั่นในนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ เราก็มั่นใจ แต่สำหรับการแข่งขันกัน เรายอมรับว่าหลายพรรคการเมืองพยายามตั้งเป้าว่าจะใช้เงินในการเลือกตั้ง จึงต้องดูว่าสุดท้ายแล้วประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร
“ผมเชื่อมั่นเหลือเกิน และหวังว่าพี่น้องประชาชนเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะแข่งขันกันทางความคิด จะเลือกพรรคการเมืองที่นำเสนอการแก้วิกฤติของประเทศได้ทั้งเศรษฐกิจ ยาเสพติด ปัญหาความมั่นคง การศึกษา” นายชัยชนะ กล่าว
เมื่อถามว่าในพื้นที่ภาคใต้ สส. เดิมของพรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่กี่คน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สส. เดิมยังอยู่ 7 คน คือ ที่ จ.นครศรีธรรมราช 3 คน, จ.สงขลา 3 คน และ จ.ตรัง 1 คน ทั้งนี้ตนมั่นใจว่าจะได้ สส. มากกว่าการเลือกตั้งปี 2566 แน่นอน
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการมองว่ากำหนดการจัดการเลือกตั้งอาจยืดออกไป เพราะสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นายชัยชนะ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลอย่าชิงความได้เปรียบ และอย่าเอาปัญหาชายแดนมาหาเสียงหรือเป็นข้ออ้าง ในเมื่อตัดสินใจยุบสภา แล้ว ก็ต้องเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนเลือกบุคคลที่เขาคาดหวังว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี และใครจะเป็น สส. แต่ถ้าเรายังมุ่งหวังเอาวิกฤติอย่างนี้มาเล่นการเมือง ประชาชนก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นถ้าจะเดินเข้าสู่การเลือกตั้ง ก็ต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ แต่ถ้าเกิดวิกฤติจริงๆ ในวันนั้น ก็ต้องมาดูอีกครั้งว่าจะจัดการเลือกตั้งทั้งหมดพร้อมกัน หรือจะเว้นเฉพาะพื้นที่ที่เข้าคูหาไม่ได้ ก็ต้องเว้นไว้ แต่ส่วนที่เลือกตั้งแล้ว ก็ต้องนับคะแนนไป เพราะเมื่อตอนปี 2549 ก็มีเหตุการณ์นับคะแนนไปบางส่วน แต่ส่วนที่นับไม่ได้ก็มารับทีหลัง
นายชัยชนะ กล่าวอีกว่า วันนี้สิ่งที่ กกต. ควรทำ คือจังหวัดไหนที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงจำนวน สส. และรูปแบบการเลือกตั้ง กกต. ก็ต้องเร่งประกาศเขตการเลือกตั้งที่มีความชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จ.นครศรีธรรมราช และหากประชาชนในจังหวัดสนับสนุนในรูปแบบไหน กกต. ก็ต้องฟังเสียงประชาชนด้วย อย่าฟังเสียงผู้มีอำนาจคนอื่น
“ที่สำคัญควรคำนึงถึงการแบ่งแยกอำเภอ ถ้าไปเอารูปแบบที่มีการแบ่งแยกอำเภอเยอะ อาทิ รูปแบบที่ 1 มีการแบ่งแยก 6-7 อำเภอ ส่วนรูปแบบที่ 3 มีการแบ่งแยก 7-8 อำเภอ แต่รูปแบบที่ 2 มีการแบ่งแยก 3 อำเภอ ผมคิดว่ารูปแบบที่เหมาะสม คือรูปแบบที่ 2 แบ่งแยกอำเภอน้อยที่สุด เพราะจะสะดวกในการทำงานดูแลประชาชน เพราะฉะนั้น กกต. ควรพิจารณาถึงจุดนี้ด้วยสะดวกต่อจัดการเลือกตั้งและการทำงานของ สส. ในพื้นที่” นายชัยชนะ กล่าว
นายชัยชนะ กล่าวอีกว่า แม้เขตเลือกตั้งใน จ.นครศรีธรรมราช ลดลง 1 เขต เราไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ต้องรอรูปแบบการแบ่งเขตการเลือกตั้งจะออกมาเป็นรูปแบบไหน จึงขอให้ กกต. พิจารณารูปแบบที่เป็นธรรมที่สุด และแบ่งแยกอำเภอน้อยที่สุดเพื่อให้สะดวกในการทำงาน ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้ตัวผู้สมัคร สส. ใน จ.นครศรีธรรมราช ครบ 9 คนแล้ว ซึ่งมีอดีต สส. เดิม 3 คน ส่วนที่เหลือต้องรอคณะกรรมการสรรหา และคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์พิจารณาก่อน จึงจะประกาศได้



